อิสระ
อิสระ
ท้องฟ้ากว้างแค่ไหนกันนะ เงยหน้ามองจากตรงนี้ สายตาของฉันเห็นได้ไม่ไกลพอ หากฉันมีปีกสักคู่ก็คงดี จะได้สยายปีกโบยบินไปดั่งใจปรารถนา
มหาสมุทรลึกล้ำเพียงใด โลกใต้ผืนน้ำนั้นคงทั้งแสนอัศจรรย์และน่าหวาดหวั่น ฉันทำได้เพียงจินตนาการ เพราะแค่ทักษะการว่ายน้ำง่ายๆ ฉันก็ทำไม่ได้
สายลมเอ๋ย เจ้าพัดพาผ่านที่แห่งใดมาบ้าง เจ้าคงเคยไปมาทุกที่ ได้เห็นมาทุกอย่าง สิ่งที่เจ้าพบคงมากมายนับอนันต์จนบรรยายไม่หมด เช่นนั้นโลกทั้งใบคงเล็กมากเมื่อมองผ่านสายตาเจ้า 'อิสระ' ช่างเป็นความอิสระที่น่าอิจฉาเหลือเกิน...
เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนที่ฉันยังไร้เดียงสา หัวใจฉันเคยมีปีกที่สวยงาม จินตนาการของฉันเคยถูกรายล้อมด้วยห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขีดจำกัด สายตาของฉันสามารถเสกสรรมองเห็นทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา วันทุกวันราวกับความฝัน เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ จิตใจแสนเดียงสาไร้ถูกผิด ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้ฉันสูญเสียมันไปเกือบหมดสิ้น เพียงเพราะการเติบโตขึ้นตามวันเวลา...
.
.
นานเท่าไรแล้วนะที่ไม่ได้มาเที่ยวพักผ่อนแบบนี้ วันหยุดที่น้อยนิดในแต่ละสัปดาห์ของมนุษย์เงินเดือนที่แค่เวลาพักผ่อนที่หมายถึง 'พัก' จริงๆ ยังยากเลย แล้วนับประสาอะไรกับการไปเที่ยวชมนกชมไม้กัน แต่ก็นั่นละบางทีคนเรามันต้องการเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อพักผ่อนคลายเครียดบ้างถึงแม้จะต้องแลกกับการไม่ได้พักจริงๆ ก็ตาม
การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในที่ไกลๆ สำหรับฉันที่ใช้แค่วันหยุดสุดสัปดาห์ดูจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป ดังนั้นธรรมชาติที่ใกล้กว่านั้นอย่าง 'สวนสัตว์' จึงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ฉันเลือกที่จะไปคนเดียวเพราะสะดวก ไม่ต้องรอ ไม่ต้องนัด อยากจะไปไหนต่อหรือเปลี่ยนแผนยังไงก็ได้ แบบตามความเคยชินของคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวมานานอย่างฉัน เพราะงั้นช่วงสายหลังนอนเต็มตื่นฉันก็ขับรถไปที่สวนสัตว์อย่างไม่เร่งรีบ
วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใสแต่ก็ไม่ร้อนอย่างที่คิด ฉันขับรถมาเรื่อยๆ ใช้ความเร็วไม่มากเท่าไรเพราะอยากชมนกชมไม้ข้างทางไปพลาง หรือไม่ถ้าเจอร้านอาหารสบายๆ สักร้านก็อาจจะแวะหาอะไรทานรองท้องแล้วค่อยเดินทางต่อก็ได้ ไหนๆ ก็อุตส่าห์หาเวลาว่างออกมาเที่ยวเล่นทั้งทีแล้วนี่นะ ถึงจะคิดแบบนั้นแต่สุดท้ายฉันก็ขับรถรวดเดียวจนถึงสวนสัตว์โดยที่ไม่ได้แวะข้างทางเลยสักที่
ฉันจอดรถที่พื้นสำหรับนักท่องเที่ยว ซื้อบัตรเข้าชมในราคาปกติ แล้วเริ่มเดินไปตามทางเพื่อเข้าชมในแต่จุดอย่างไม่รีบเร่ง ส่วนแลกที่แวะไปดูคือกรงกระต่ายๆ ที่โซนนี้จะเป็นจำพวกสัตว์ตัวเล็กน่ารัก ดังนั้นนักท่องเที่ยวตรงจุดนี้จึงเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็กเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้นอกจากเสียงของนกเจื้อยแจ้วหลายสายพันธุ์ที่อยู่กรงข้างๆ ก็ยังมีเสียงหัวเราะกรี๊ดกร๊าดของเด็กตัวน้อยดังปะปนเซ็งแซ่ไปหมด ในเสี้ยวหนึ่งของความคิดฉันมองเห็นปีกเล็กๆ ที่อยู่บนหลังของเด็กเหล่านั้น ถ้าหากต่อไปพวกเขารักษาปีกของตัวเองเอาไว้ได้ก็คงจะดี
"ป๊าหนูอยากอุ้มต่าย"
"หนูด้วยค่ะ นู๋จาเอาไปเลี้ยงที่บ้าน"
เด็กน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ร้องขออยากได้เจ้าตัวปุกปุยไปเล่นทั้งที่ยังไม่รู้ว่าการเลี้ยวสัตว์ให้ดีต้องรู้จักใส่ใจและให้ความรัก พ่อกับแม่ของเด็กปฏิเสธพร้อมทั้งให้เหตุผล แต่ก็นั่นแหละ ความเดียงสาและวัยที่ยังเล็กนักทำให้พวกเขาไม่เข้าใจ ฉันยิ้มอย่างเอ็นดู มองวันเวลาแห่งช่วงวัยที่ฉันเคยผ่านมันมาก่อน
ฉันซื้ออาหารกระต่ายจากซุ้มด้านหน้าติดมือมาด้วย มีทั้งอาหารเม็ดและผักสดที่ไม่ค่อยสวยนัก ฉันโยนอาหารให้พวกมัน มองดูความน่ารักปุกปุยที่กระโดดไปมา ขนฟูๆ บนตัวทำให้มันดูนุ่มนิ่มน่ากอด ดวงตารีๆ สีแดงที่มองไปมาและหูยาวๆ ที่กระดิกดุกดิกตอนที่มันแทะเล็มใบผักคล้ายกำลังฟังว่าสัตว์ไร้ขนสองขาที่เอาอาหารมาให้กำลังสื่อสารอะไรกันอยู่ ทำไมถึงได้ชอบส่งเสียงดังนัก ฉันคิดเองอย่างติดตลกพลางส่งยิ้มให้เจ้ากระต่ายและโยนอาหารกำสุดท้ายเข้าไปในกรง มองดูพวกมันอีกชั่วครู่จึงค่อยเดินไปจุดอื่นๆ ต่อ
ถัดมาเป็นไม่ไกลกันมาเท่าไรเป็นกรงสัตว์ปีก มีนกหายากและนกสวยงามหลายชนิดถูกขังแยกประเภทหลังตะแกรงเหล็กสี่เหลี่ยม ไล่ไปตั้งแต่นกขนาดเล็กจนถึงนกขนาดใหญ่ ฉันรู้จักพวกมันแค่บางชนิด อย่างเช่นนกยูง นกฮูก หรือว่าเหยี่ยว ส่วนที่ไม่รู้จักก็อ่านเอาจากป้ายชื่อและคำอธิบายที่อยู่หน้ากรง ฉันเดินดูไปเรื่อยๆ เห็นพวกมันบางตัวกระพือปีกเสียงดังพับๆ แล้วก็บินไปบินมา แต่แค่ไม่กี่วินาทีมันก็ต้องลงมาเกาะที่ขอนไม้อันเดิมเพราะความคับแคบของกรงตาข่ายสี่เหลี่ยม น่าเสียดายที่ใต้ปีกของพวกมันไม่อาจสัมผัสสายลมที่โอบอุ้มเหนือฟ้ากว้างได้อีกแล้ว...
ฉันเดินไปเรื่อยๆ ลัดเลาะดูสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ แวะซื้ออาหารตามซุ้มรายทางบ้างเป็นของฝากและรางวัลสำหรับความอดทนของพวกมันที่ต้องฟังเสียงและอดทนกับความวุ่นวายของนักท่องเที่ยวมากมายที่แวะเวียนเข้ามา แต่ก็นั่นแหละทุกอย่างมันคือธุรกิจถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวไม่ใช่แค่พนักงานที่นี่เท่านั้นที่ตกงาน แต่พวกมันก็ต้องอดตายด้วยเหมือนกัน
ระหว่างทางฉันผ่านกรงของชิมแปนซี กระจกใสที่กั้นระหว่างนักท่องเที่ยวและลิงไม่มีหาง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด พวกมันฉลาด มีพฤติกรรมชอบสังเกตและเรียนแบบนักท่องเที่ยว ฉันเคยอ่านเรื่องของมันมาบ้าง ในหนังสือว่าพวกมันมีความจำค่อนข้างดี มีอารมณ์ความรู้สึก เป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นฝูง มีเสียงร้องถึงสามสิบสองแบบที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน มีการแบ่งปันในฝูง มีชนชั้นการปกครองและมีกระทั่งการลงโทษเมื่อตัวใดตัวหนึ่งในฝูงทำผิด โลกของพวกมันตัวที่แข็งแกร่งที่สุดคือจ่าฝูง จะว่าไปก็ใกล้เคียงกับสังคมมนุษย์ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
ฉันอ่านป้ายแนะนำหน้ากระจกใส ตอนบ่ายโมงจะมีโชว์ความแสนรู้ชิมแปนซี หลังจบการแสดงเปิดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับชิมแปนซีภายใต้การดูแลอย่างใกล้ของครูฝึกและเจ้าหน้าที่สวนสัตว์
ความฉลาดของพวกมันทำรายได้ให้สวนสัตว์มากขึ้น พวกมันถูกฝึกให้คุ้นชินและรู้จักเล่นกับนักท่องเที่ยวด้วยวิธีการต่างๆ ภายใต้ขนหนาที่ปกคลุมทั่วตัวและใบหน้า การแยกเขี้ยวถูกเจ้าหน้าที่แนะนำว่าพวกมันกำลังยิ้ม ฉันไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันรู้สึกแบบนั้นรึเปล่า หรือเต็มใจคลุกคลีอยู่กับคนแทนที่จะอยู่กับฝูงตามวิถีธรรมชาติมากกว่า ฉันเคยดูสารคดี มีชิมแปนซีบางตัวที่ผูกพันกันครูฝึกมากถึงขนาดที่ว่ามันจดจำได้ใบหน้าของเขาได้จนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต แต่นั่นมันในศูนย์อนุรักษ์ไม่ใช่สวนสัตว์ที่เปิดเชิงธุรกิจแบบนี้ เพราะการถูกใช้เพื่อแสดงนั้นมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยว ฉันก็เลยไม่รู้ว่าพวกมันจะได้รับการดูแลมากแค่ไหน หากวันใดหมดประโยชน์จะเป็นเช่นไร พวกเขาจะยังดูแลมันต่อหรือปล่อยให้ตายตามยถากรรม ฉันเองก็ไม่แน่ใจ...
บ่ายสองเศษๆ อากาศเริ่มร้อนมากขึ้นทุกทีจนเหงื่อเริ่มซึมตามไรผม ทั้งท้องก็ร้องหิวเพราะการเดินทางแบบสบายๆ จนไม่ได้หาอะไรใส่กระเพาะไว้ตั้งแต่เช้า เพราะงั้นเวลาที่เหลืออีกกว่าชั่วโมงก่อนโชว์โลมาจะเริ่มฉันก็เลยหาซื้อของกินแบบง่ายๆ ที่ซุ้มขายของข้างทางรองท้องไปก่อนทั้งจะได้ถือโอกาสนั่งพักเท้าไปด้วยในตัวซะเลย ขนมปังไส้ครีมกับผลไม้สดหั่นพร้อมทานหนึ่งถุงเล็กเป็นความอิ่มอร่อยลงตัวที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพอท้องอิ่มบวกกับเท้าที่หายเมื่อยได้นิดหน่อยฉันก็พร้อมเดินเที่ยวต่อทันที
โซนถัดไปก่อนถึงสถานที่โชว์โลมาเป็นโซนสัตว์กินเนื้อ ที่โซนนี้แต่ละกรงค่อนข้างแน่นหนาและกว้างพอสมควร พวกมันอยู่หลังลูกกรงห่างจากจุดที่ให้นักท่องเที่ยวเดินชมหลังราวเหล็กราวห้าเมตร มีทั้งหมีควาย เสือ สิงโต และเกือบทั้งหมดไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวป้อนอาหารมันกับมือเพราะอาจเกิดอันตรายได้
"ป๋ะ ป๋ะ แม่วยักษ์ แม่วยักษ์"
"สิงโตคับลูก ไม่ใช่แมวยักษ์"
คำสนทนาของครอบครัวนักท่องเที่ยวข้างๆ ทำให้ฉันนึกขบขันในความเดียงสาของเด็กชายตัวน้อย แต่คำพูดนั้นสะกิดใจฉันขึ้นมาเหมือนกัน ทำให้ขาที่กำลังจะเดินผ่านไปหยุดยืนอยู่ชั่วครู่ แล้วหันไปดูฝูงสิงโตที่กำลังเกลือกกลิ้งตัวอยู่บนพื้นไปมา นักล่าที่ถูกขนานนามว่าเป็นเจ้าป่าแห่งทุ่งหญ้ากว้างที่ตอนนี้กลับถูกหาว่าเป็นแมวไปซะงั้น อันที่จริงก็แค่ความไร้เดียงสาของเด็กเท่านั้น แต่หากลองคิดในอีกมุมหนึ่ง การที่พวกมันอยู่หลังลูกกรงมานานบวกกับการเลี้ยงด้วยชิ้นเนื้อที่ถูกส่งให้ถึงปาก ถ้าตอนนี้กรงเล็บของมันจะกลายมาเป็นแค่ปลายเล็บติดอุ้งเท้าหนาที่มีไว้สำหรับช่วยแทะชิ้นเนื้อก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ฉันไม่รู้ว่าพวกมันพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่หรือไม่ สภาพที่ต้องแลกมากับสัญชาตญาณที่เลือนหายและอิสระในทุ่งหญ้ากว้าง แต่ก็นั่นล่ะ พวกมันเลือกไม่ได้...
.
.
ในที่สุดฉันก็เดินมาถึงสถานที่โชว์โลมาทันเวลาการแสดงพอดี วันนี้ทุกที่นั่งรอบสระน้ำในร่มเต็มหมดเพราะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เข้าชมส่วนใหญ่ก็เลยเป็นนักท่องเที่ยวที่พามากันเป็นครอบครัว โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กตัวน้อยในวัยไม่ถึงสิบต้นๆ เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าบรรดาหนูจาไมที่กำลังอยากรู้อยากเห็นก็เลยอื้ออึงไปหมด ทำเอาฉันที่มานั่งดูคนเดียวรู้สึกเขินๆ อยู่เหมือนกัน
ไม่นานเสียงซาวด์เอฟเฟกต์ก่อนเริ่มการแสดงก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเจ้าที่หนึ่งในผู้แสดงโชว์เดินถือไมค์เข้ามาแนะนำตัวที่ข้างสระน้ำฝั่งตรงข้ามกับผู้เข้าชม แล้วโลมาสองตัวก็ดีดตัวขึ้นมาจากกลางสระทำเอาเด็กๆ ที่รอชมส่งเสียงด้วยความตื่นเต้นกันใหญ่ จากนั้นการแสดงต่างๆ ก็เริ่มต้นขึ้น
พวกมันทั้งฉลาดทั้งน่ารัก เจ้าที่เตรียมอุปกรณ์มาให้มันเล่นหลายอย่าง มีทั้งลูกชายหาด ห่วง ทำเอาเด็กๆ ที่มาดูหัวเราะปรบมือชอบใจกันใหญ่ ทุกครั้งที่เจ้าโลมาทำตามคำสั่งเสร็จเรียบร้อย พวกมันก็จะได้ปลาสดที่อยู่ในถังเป็นรางวัล
ฉันดูการแสดงไปพลางอดคิดไม่ได้ว่าสระน้ำใหญ่ที่กว้างแค่ก็นี้พวกมันสะบัดครีบไม่กี่ทีก็ว่ายวนได้รอบสระ เทียบไม่ได้แม้เศษเสี้ยวในห้วงน้ำในท้องทะเลและมหาสมุทรที่พวกมันอยู่ ไหนจะหลังคากันแดดนั่นอีก ตอนที่พวกมันกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำแต่กลับมองไม่เห็นแสงระยับที่คุ้นตาจะทำให้พวกมันจะคิดถึงที่ที่จากมาหรือไม่
ฉันเคยอ่านในหนังสือ ในนั้นว่าโลมาอาศัยอยู่กันเป็นฝูง พวกมีความรู้สึกนึกคิดและความจำที่ดี กระทั่งสามารถแยกแยะใบหน้าและน้ำเสียงของมนุษย์ได้ ทั้งยังใช้คลื่นเสียงที่ในสื่อสารกันโดยเฉพาะ ถ้างั้นในสระน้ำเค็มที่ทั้งแคบทั้งอึดอัดและไร้อิสรภาพจะทำให้พวกมันรู้สึกเศร้าจนส่งเสียงเรียกหาพวกพ้องหรือไม่ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง ฉันคิดว่าสิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าก็คือเสียงเรียกของพวกมันคงไปไม่ถึงพวกพ้อง ดังนั้นจึงไร้การตอบกลับ
นานแค่ไหนแล้วนะที่พวกมันไม่ได้แหวกว่ายในทะเล นานแค่ไหนแล้วที่พวกมันต้องทำการแสดงให้นักท่องเที่ยวดู นานแค่ไหนแล้วที่พวกมันกินแต่ปลาสดที่ตายแล้ว และอีกนานแค่ไหนที่พวกมันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวต่อไปแบบนี้ แต่ก็นั่นละ พวกมันเลือกไม่ได้...
ความสนุกสนานรื่นเริงชื่นชมความแสนรู้ของโลมาดำเนินไปจนครบเวลาห้าสิบนาที เจ้าหน้าที่และพิธกรกล่าวขอบคุณนักท่องเที่ยวและปิดการแสดง ผู้คนทยอยลุกเดินออกไปจากที่นั่งทีละแถว พวกเด็กๆ ยิ้มร่าหัวเราะสนุกสนานครึกครื้นกันใหญ่ บรรดาพ่อแม่เองก็มีความสุขที่เห็นลูกๆ ของพวกเขาได้สนุกสนาน ส่วนฉันเองก็อดยิ้มให้กับความเดียงสาของเด็กๆ ไม่ได้เหมือนกัน
.
.
หลังการแสดงโลมาจบลง ฉันกะว่าจะเดินเล่นชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยหาที่นั่งใต้ร่มไม้เย็นพักขาสักครู่ก่อนจะกลับ แต่อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อเช้าจนฉันรู้สึกถึงเหงื่อที่ไหลลงมาตามไรผมจนถึงต้นคอและความชื้นที่ซึมไปทั่วแผ่นหลังทำให้เปลี่ยนแผน เพราะงั้นซุ้มขายไอติมและอาหารว่างที่อยู่ข้างหน้าและการหาที่นั่งพักใต้ร่มไม้จึงถูกจัดลำดับขึ้นมาแทนการเดินเล่น
รสชาติหวานเย็นอมเปรี้ยวหน่อยๆ ของไอติมรสมะนาวกับโค้กทำให้ฉันเริ่มรู้สึกสดชื่นอีกครั้ง ไม่ถึงสิบนาทีไอติมที่ซื้อมาก็ถูกกินหมดแท่ง น้ำอัดลมพร่องไปจนเหลือแค่น้ำแข็งติดก้นแก้ว สายลมเย็นที่พัดโชยทำให้ฉันอยากนั่งพักต่อสักครู่ก่อนจะกลับ สายตาที่ทอดมองไปอย่างเรื่อยเปื่อยเห็นกิ่งไม้ไหวบนต้นเห็นพวงหางของกระรอกผลุบโผล่อยู่ไวๆ ทำให้นกกระจอกหลายตัวที่เกาะอยู่กระพือปีกหนีเพราะตกใจ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีในสถานที่ที่เพื่อนต่างสายพันธุ์ของต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดและคอยรับอาหารจากรอคอยอาหารที่ถูกส่งมาให้เป็นช่วงเวลา
ฉันสงสัย สัตว์ในกรงพวกนั้น เมื่อมันเห็นเจ้ากระรอกป่าตัวน้อยที่กระโจนไปตามกิ่งไม้ หรือนกกระจอกที่โผบินด้วยปีกคู่เล็ก พวกมันจะโหยหาอิสรภาพที่หายไปหรือไม่ การได้กินอิ่มท้องโดยไม่ต้องออกล่า แลกกับฝีเท้าที่ต้องเดินในพื้นที่แคบๆ แทนการพุ่งทะยานในท้องทุ่งกว้าง ปีกที่ไม่เคยโผบินบนท้องฟ้าเหนือคลื่นน้ำเหนือผืนดิน ครีบที่ไม่เคยโบกสะบัดในห้วงมหาสมุทรลึกล้ำ ไม่รู้ว่าพวกมันยังจดจำสิ่งเหล่านี้ได้อยู่ไม่ สัญชาตญาณของพวกมันยังคงอยู่หรือไม่ หากเลือกได้การอยู่อย่างปลอดภัยไปในกรงขังไปทั้งชีวิตกับโลดแล่นอย่างเสรีและตายตามวิถีหรือสูญพันธุ์ไปในธรรมชาติ พวกมันจะเลือกแบบไหน
อันว่านกที่ไร้ปีกนั้นยังเป็นนกอยู่อีกหรือ เจ้าป่าที่ไม่เคยพุ่งทะยานเพื่อออกล่าในท้องท้องทุ่งกว้างยังนับว่าเป็นผู้ล่าอีกมั้ย ปลาที่ไม่เคยสะบัดครีบในห้วงน้ำของตนแล้วจะมีครีบมีหางไว้ทำไม มนุษย์ลิดรอนอิสระของพวกมันด้วยเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ดำรงไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ อันที่จริงเหตุผลนั้นก็สมควรอยู่ หากแต่เมื่อมันรวมกับคำว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทุกอย่างเลยต้องชั่งใจดูอีกที
ทว่า เมื่อย้อนคิดดูแล้วทำให้ฉันอดยิ้มเยาะตัวเองขึ้นมาไม่ได้ ด้วยสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งอื่นมันเหมือนรอยเกวียนที่ย้อนกลับมาอย่างไรก็ไม่รู้ ถึงเราทุกคนจะไม่ได้อยู่ในกรงหรือพื้นที่จำกัดเหมือนสัตว์เหล่านั้น แต่น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกว่าบางทีคนเราก็กำลังไร้อิสรภาพเหมือนพวกมันเช่นกัน...
หากว่าเครื่องพันธนาการของสัตว์เหล่านั้นคือกรงขังแห่งความปลอดภัยและอาหารที่อิ่มท้อง เช่นนั้นพันธนาการของสัตว์สังคมที่ทรงภูมิปัญญาอย่างมนุษย์ก็อาจเป็นบริบททางสังคม ครอบครัว เวลา ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ หนี้สิน บางครั้งพันธนาการพวกนั้นก็เพื่อตัวเองและหลายครั้งก็เพื่อคนอื่น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนผูกรัดจนเราไร้อิสระในการใช้ชีวิตอย่างใจต้องการ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน
จำได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อแสนนานมาแล้วตอนที่ฉันยังเดียงสา ฉันไม่รู้จักทั้งคำว่าอิสรภาพหรือกรงขังเป็นเช่นไร ตอนนั้นฉันเชื่อในนิทานหรือเรื่องเล่าอย่างเดียงสาเหมือนเด็กน้อยทั่วไปในโลก คิดอย่างจริงจังว่าทุกจินตนาการเป็นไปได้เพียงแค่เรามองหาให้ถูกที่ หัวใจของฉันเหมือนโบยบินได้ด้วยปีกที่ไม่มีใครมองเห็น อันที่จริงฉันคิดว่าฉันบินได้เหมือนเด็กชายที่ไม่มีวันโตในนิทานด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่วันเวลาช่วงนั้นแสนสั้นเหลือเกิน เพราะทันทีที่เรารู้จักแยกแยะถูกผิดได้มากพอ สิ่งมากมายที่ถูกป้อนเข้ามาในหัวจะเริ่มทำให้เราเติบโตและมองไม่เห็นปีกของเราอีกต่อไป
ถึงมันจะเป็นขั้นตอนการเติบโตในแต่ละช่วงวัยที่แสนธรรมดา แต่ยิ่งผ่านวันเวลาไปมากเท่าไร ความเดียงสาของฉันก็ถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น เมื่อก่อนฉันชอบขึ้นไปดาดฟ้าตอนเย็นๆ ยืนมองเมฆที่ถูกแสงอัสดงย้อมจนเป็นสีส้มรายล้อมอยู่รอบตัว มันสวยมากทีเดียว เป็นภาพตรึงตราที่แม้ขณะนี้ฉันก็ยังไม่ลืม ทั้งกลิ่นสายลมยามที่เย็นโชยเข้าจมูกก็เป็นความรู้สึกที่ปลอดโปร่งจริงๆ ในตอนกลางคืนฉันชอบมองดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าที่มืดสนิท ดวงดาวพวกนั้นเหมือนลูกแก้วหลากสีที่วางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีดำ พวกมันกะพริบวิบวับเหมือนกำลังทักทายพูดคุยกับฉันในทุกค่ำคืน ฉันคิดว่าอยากจะเอื้อมมือคว้ามันมาเก็บเอาไว้สักดวง น่าเสียดายที่ช่วงเวลานั้นผ่านแล้วผ่านเลย ไม่กลับมาอีก...
การผ่านสังคมในแต่ละช่วงวัยหล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นอีกคนที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่อถึงวัยที่ต้องกางปีกออกไปเผชิญโลกกว้าง ทำให้ฉันรู้ว่าการหาเลี้ยงตัวเองนั้นมันยากแค่ไหน โลกแห่งอิสระที่ฉันต้องการและเฝ้ารอมานานมันไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด ถึงแม้มันจะไม่ได้ลำบากยากเข็ญอะไรนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แต่มันก็ทำให้ฉันเสียพลังกายและพลังใจไปมากจนเหนื่อยเกินกว่าที่กางปีกสู่อิสระ อีกทั้งชีวิตที่เหมือนการเดินคนเดียวมาตลอดมันบังคับให้ฉันต้องดิ้นไม่หยุดเพื่อสร้างที่พักพิงของตัวเองให้แข็งแกร่ง และนี่ก็คือ 'กรง' สำหรับฉัน
มาถึงตรงนี้ฉันคิดว่าเราทุกคนต่างก็มีกรงของตัวเอง เป็นกรงขังที่เราอาจเลือกหรือถูกเลือกก็ได้ คำว่า 'กรง' ในที่นี้ ฉันไม่ได้หมายถึงการได้ออกไปท่องเที่ยวแบบตรงตัวเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมความถึงอิสระในหัวใจและการได้ชีวิตอย่างที่ใจปรารถนารวมไปถึงอิสระทางความคิดโดยไม่ต้องถูกกีดกั้นด้วยภาระหน้าที่ บทบาททางสังคมหรือกับดักในการใช้ชีวิต แม้แต่ความสัมพันธ์ในระดับต่างๆ ความพะวงของเงินในกระเป๋าที่ต้องคำนวณว่าจะพอเดือนหรือไม่หรือแม้กระทั่งค่านิยมที่ไร้สาระ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพันธนาการที่ทำเราเสียอิสรภาพในรูปแบบใดแบบหนึ่งไปเสมอ
ดังนั้นสำหรับฉันจึงคิดว่ากรงของแต่คนนั้นมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในกรงเล็กๆ มักเป็นคนที่ภาวะขาดแคลนเป็นพื้นฐาน คำว่าขาดแคลนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สถานะทางการเงินเท่านั้น แต่หมายรวมถึงตัวแปรอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเข้าใจ ครอบครัว ความรู้ ความสามารถ สุขภาพหรือแม้แต่ร่างกายที่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้กรงของแต่คนเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ยิ่งขาดมากเท่าไร กรงที่อยู่ก็จะยิ่งเล็กและคับแคบมากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อเราขาดแคลนสิ่งที่เลือกได้ก็มีน้อยลงไปด้วย จนบางครั้งเราต้องรอเพื่อให้เป็นฝ่ายถูกเลือกด้วยไร้ซึ่งอำนาจในการต่อรองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการงาน เพื่อน สังคม หรือแม้แต่คู่ชีวิตก็ตาม หลายคนที่อยู่ในภาวะนี้จึงต้องแบกรับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งที่ไม่เต็มใจ โดยเฉพาะภาระทางครอบครัวที่เป็นดั่งโซ่เส้นใหญ่ตัดไม่ตายขายไม่ขาด ที่บางครั้งมันก็เปรียบเสมือนแส้ที่เรียกว่าการดิ้นรนเอาตัวรอดคอยหวดเฆี่ยนไม่ยอมให้เราหยุดพักอยู่ตลอดเวลา...
กรงของบางคนกว้างขึ้นมาหน่อย สภาพคล่องทางการเงินพอจะหมุนเวียนไปได้ บ้างอาจมีหน้าที่การงานดี บ้างอาจสร้างอาชีพเป็นของตนเอง มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายครบสมบูรณ์ ถ้ายิ่งมีครอบครัวและคู่ชีวิตที่พอไปกันได้ก็ยิ่งดีใหญ่ แต่ในความเป็นจริงชีวิตก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวแปรหลัก สามารถทำให้คนคนหนึ่งสำเร็จหรือล้มเหลวได้เลยทีเดียว เพราะบางครั้งในวันที่เราสิ้นหวังแค่เสียงกระซิบจากคนที่เรารักที่สุดก็เปลี่ยนวันที่แย่ให้กลายเป็นวันที่ดีได้ ในทางตรงกันข้ามทางวันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดของเรา เสียงกระซิบเดียวกันอาจทำให้แสงสว่างที่ลุกโชนกลายเป็นความสิ้นหวังและมืดมนในบัดดลได้เช่นกัน
ดังนั้นยิ่งเรามีสิ่งที่รักและถ้าสิ่งนั้นยิ่งแสนดีน่าทะนุถนอมมากเท่าไร เราก็ยิ่งไม่ต้องการเสียมันไปมากขึ้นเท่านั้น การรักษาสิ่งที่มีและอยู่กับมันให้นานที่สุดจึงกลายเป็นกรงในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเราจะเต็มใจเสียสละทุกอย่างเพื่อรักษามันเอาไว้ หรือแม้ถึงสิ่งนั้นอาจไม่ดีพอในสายตาคนอื่น ไม่คุ้มค่ากับการเสียสละของเรา แต่หากเรารักเราก็จะพยายามทำทุกทางจนบางครั้งดูโง่เขลาเพียงเพื่อรักษาสิ่งนั้นเอาไว้เช่นกัน หรือแม้สถานะบทบาทความมั่นคงในหน้าที่การงาน มองเผินๆ อาจดูไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ก็นั่นแหละ ในอีกมุมมันคือกับดักของเซฟโซน ยิ่งมันปลอดภัยมากเท่าไร ความเคยชินที่เกิดขึ้นจะทำให้เรากลัวความเปลี่ยนแปลงและไม่กล้าออกไปจากฐานที่มั่นมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ตามมาก็คือเราจะกลายเป็นอีกคนที่อยู่เพื่อรักษาสถานะนั้นเอาไว้อย่างไม่รู้ตัว อัตตาที่พอกพูนจะกัดกินจิตวิญญาณจนเราค่อยๆ สูญเสียจิตใจและตัวตนไปในที่สุด ตรงนี้หลายคนอาจพูดว่า 'ไม่จริง เราก็แค่โตขึ้น พัฒนาขึ้น แต่เราไม่ได้เปลี่ยนไปสักหน่อย' อันนี้ฉันเองก็ไม่ตอบไม่ได้ว่าจริงมั้ย เพราะเรื่องแบบนี้พูดยาก แต่ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นมักสวมหน้ากากมานานจนหลงคิดไปว่ามันคือหน้าของตนเองจริงๆ หรือหากไม่ใช่บางทีก่อนหน้านี้พวกเขาอาจใส่หน้ากากอยู่ก่อนแล้วก็ได้ และสิ่งที่เห็นในปัจจุบันก็คือหน้าที่แท้จริง ตรงนี้คงต้องพิจารณากันดีๆ แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นพันธนาการที่อยู่ในกรงของแต่ละคนด้วยกันทั้งนั้น
ในทางตรงกันข้าม กรงของบางคนกลับยิ่งใหญ่เสียจนคล้ายกับว่าท้องฟ้าและผืนน้ำจวบจนผืนดินทั้งหมดนั้นล้วนเป็นของเขา อยากได้อะไรก็แสนง่ายดูเหมือนไม่ต้องพยายามอะไรมากนัก แต่กว่าพวกเขาจะขึ้นมาอยู่ ณ จุดนี้ได้แน่นอนว่าต้องผ่านอะไรมาเยอะพอสมควรซึ่งคนส่วนใหญ่มักลืมดูและเหมาเอาว่าพวกเขามีต้นทุนสูงกว่าคนอื่นทั้งที่จริงมันไม่ใช่ แต่ชีวิตก็คือชีวิตต่อให้มั่งคั่งแค่ไหนก็ยังหนีไม่พ้นจากพันธนาการที่เรียกว่าทุกข์อยู่ดี ไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ความมั่งคั่งไม่การันตีว่าจะมีความสุข พวกเขาอาจดูเหมือนได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ หากอิสระจริง ใยชีวิตจึงยังเร่งรีบกับเวลานักหนา หากอิสระจริง ใยจิตใจจึงวุ่นวายหาความสงบแทบไม่ได้ ความมั่งคั่งมักมาคู่กับการยึดมั่นและอัตตา แน่นอนมันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีแล้วใครเล่าอยากจะเสียหรือกลับไปนับหนึ่งใหม่กัน และนี่ก็คือพันธนาการอีกรูปแบบหนึ่ง
ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลทั่วทุกมุมโลกกลายเป็นเรื่องง่ายๆ โลกเสมือนจริงที่เรียกว่าโลกโซเชียลเป็นสังคมอีกแบบที่เราสามารถรู้จักกันได้โดยไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องรู้อายุ เพศหรือว่าชื่อจริง เพราะเราเลือกได้ว่าจะแสดงตัวตนแบบไหน เปรียบเสมือนหน้ากากที่ทุกคนยอมรับและใส่กันอย่างเปิดเผยตราบเท่าที่ไม่มีเรื่องใดเป็นสิ่งผิดพลาดทำให้ต้องถูกขุดคุ้ย เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันการ การเรียนรู้ การแสดงทัศนคติ การเผยแพร่ และแน่นอนว่าต้องรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงให้นิยามกับมันว่า 'อิสระ'
อินเทอร์เน็ตทำให้โลกโซเชียลกลายเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ที่แทบจะไร้ขีดจำกัด เราสามารถใช้มันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาลหากว่าเราเป็นผู้ใช้ที่รู้จักใช้อย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ ทว่าสำหรับคนจำนวนไม่น้อยที่หลงเพลิดเพลินอยู่ในโลกสมมุติหลงติดใน 'กรง' ที่เรียกว่าภาพมายาอย่างขาดสติ หลายคนเสพติดมันจนให้ค่ามากกว่าคนใกล้ชิด บางครั้งถึงขนาดวางใจมันยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียด้วยซ้ำและนั่นก็คือ 'กรง' ในอีกรูปแบบหนึ่ง
การปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ลดลง บ่อยครั้งที่คนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือว่าสามีภรรยาต่างก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์มือถือทั้งที่นั่งอยู่ด้วยกันแท้ๆ ต่างฝ่ายต่างสนใจดูกิจกรรมของตัวเองในโลกสมมุติ จนมีคำพูดเปรียบเทียบแกมประชดขึ้นมาว่า 'สังคมหน้าจอ' ซึ่งนั่นก็ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย การเสพติดมันแบบลืมตัวทั้งด้านความบันเทิงหรือการพึ่งพามันเพื่อหลบหนีจากโลกความเป็นจริงหรือด้วยเหตุผลใดก็ช่าง แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ลดลงจนกลายเป็นห่างเหินไปในที่สุด และอีกอย่างที่น่ากลัวไม่แพ้กันก็คือสมาธิที่หายไปแบบไม่รู้ตัวและอารมณ์ที่แปรปรวนของคนที่เสพติดมันจนเกินพอดี ทำให้ความจดจ่อกับการงานใดๆ ที่ทำลดลง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีนัก บางคนเมื่อเริ่มรู้ถึงผลที่ตามมาก็แก้ไข แต่บางคนถึงจะรู้ตัวก็แก้ไม่ได้เพราะติดอยู่ในโลกนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้นซะแล้ว
.
.
สุดท้ายแล้ว พันธนาการในโลกนี้มีมากมายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มันไม่เลือกว่าใครมั่งมีมีมากกว่าหรือน้อยกว่า การได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนาก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไม่ถูกสิ่งใดพันธนาการเอาไว้ เพราะนั่นมันเป็นไปไม่ได้ตราบเท่าที่เรายังเป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดาๆ
ดังนั้น'โลกนี้คือกรงขังแล้วอย่างไร อิสระเป็นเช่นไรใครกำหนด' อิสระหรือกรงขังทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราทุกคนสร้างสรรค์มันขึ้นมาได้ บทบาทหน้าภาระหน้าที่และการเลี้ยงชีพสำหรับใครหลายคนเป็นเรื่องที่แสนเหนื่อยล้า แต่หากมันแลกมาเพื่อให้สิ่งที่เรารักและปกป้องดูแลได้อยู่อย่างมั่นคงมีความสุขก็ย่อมคุ้มค่าใช่หรือไม่ หรือหากเรามิได้ทำเพื่อใคร ในโลกใบนี้ก็ยังมีตัวเราเองที่ต้องรักต้องถนอม เพราะงั้นถึงเหนื่อยแค่ไหน ท้อแท้มากเท่าไร หรือโดดเดี่ยวจนสิ้นหวัง ถึงปัญหาจะถาโถมรุมเร้าจนเหมือนไร้ทางออกแต่สุดท้ายมันจะผ่านไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันอาจจบในแบบที่เราต้องการ บางครั้งก็ไม่ บททดสอบชีวิตของเราอาจเลวร้ายแต่อย่าเอาไปเทียบกับใครเพราะทุกคนมีเรื่องยากง่ายต่างกัน
ฉันรู้ มันฟังดูเหมือนคำพูดสวยหรูที่อาจเสียเวลาสำหรับหลายๆ คน แต่ว่านะว่าการที่คุณทุกข์ตลอดเวลาหรือหยุดทุกข์สักนาที ความทุกข์มันก็ยังอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่ว่าคุณจะปล่อยทิ้งไว้หรือหมกมุ่นอยู่กับมันทั้งวันทั้งคืน สุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลามันก็ต้องจบลงอยู่ดี แล้วทำไมคุณถึงเลือกจะอยู่กับมันตลอดเวลาล่ะ ลองเอาตัวเองออกมาสักพัก แกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนาทีหรือนานกว่านั้น ทิ้งปัญหาเน่าๆ ให้มันอยู่ของมันเองชั่วคราว หรือไม่ลองเปลี่ยนมุมมองว่าคุณเป็นคนนอกไม่ใช่เจ้าของปัญหา บางทีคุณอาจบังเอิญเจอทางแก้ในตอนที่คุณไม่สนใจมันก็ได้หรือมันไม่มีผลกระทบกับคุณก็ได้
อย่างที่บอกอิสระหรือกรงขังล้วนอยู่ที่ใจ ลองตรองดู ถึงท้องฟ้าจะกว้างเพียงไหนก็ยังมีขอบเขต ถึงมหาสมุทรจะลึกล้ำกว้างใหญ่และอัศจรรย์เพียงใดก็ยังมีหาดทรายขวางกั้น ถึงสายลมจะพัดพาไปได้ทุกที่แต่สุดท้ายก็หวนคืนถิ่นเดิมเสมอ เพราะงั้น 'สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ' อย่าลืม ในบางช่วงเวลาควรให้หัวใจได้พักบ้าง ฝึกปล่อยวางให้เป็น รู้จักใช้คำว่า 'ช่างหัวมัน' ให้ถูกที่ถูกเวลา นั่งมองท้องฟ้า เงยหน้าดูดวงดาว พูดคุยหยอกล้อกับคนที่เรารักและรักเรา ชื่นชมคนรอบข้างและตัวเอง รู้จักโอบกอดตัวเราและสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ อย่าสะสมเก็บทุกอย่างไว้ในใจมากนัก อะไรปล่อยผ่านได้ก็ปล่อยผ่านไป อนุญาตตัวเราในบางช่วงเวลาให้ลืมความทุกข์และปล่อยให้หัวใจมีความสุขบ้าง อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งก็ได้ ปล่อยให้ปีกของเราได้สยายออก เพื่อจะได้ไม่ลืมว่า 'เรามีอิสระ ตราบเท่าที่หัวใจยังต้องการ
***
