ปีกปักษาPEEKPAKSA

👁 กำลังโหลดสถิติ…

พันธสัญญาแห่งราชาอสูร

บทที่ 1 แดนอสูร

หนึ่งจอมเวทที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศเพราะเขา อีกหนึ่งอสูรที่กลายเป็นผู้ทรยศเพราะนาง เขียนโดย ปีกปักษา ปก Marie Lemon อรัมภบท ภาคต่อจากนิยายเรื่อง คำสาปมรณะกับราชาอสูร เพราะความปรารถนาของผู้ที่เป็นดั่งดวงใจจึงต้องแลกด้วยปราณชีวิตเกือบทั้งหมดและพันธสัญญาที่เขาได้ให้เอาไว้ยังไม่อาจเป็นจริงได้ นางจึงมาทวงถามเพื่อให้เขาทำตามคำสัญญานั้น... ห้าร้อยปีต่อมา... “โลกที่ข้าอยู่เปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนต่างพากันลืมเลือนเวทมนตร์จนหมดสิ้น คนที่ข้ารู้จัก ครอบครัว มิตรสหายที่ข้าเคยมี ทุกสิ่งล้วนสูญสลายไปหมดแล้ว หลังจากวันนั้นคำสัญญาที่เจ้าได้ให้ไว้ ข้ายังจำได้ไม่มีวันลืม เจ้าว่าที่ที่เจ้าจะพาข้าไปสวยงามมาก การเฝ้ารออย่างไร้จุดจบ...ที่มีเจ้าเป็นเพียงจุดหมาย คือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้าอยู่ต่อไปได้” ข้าตัดสินใจแล้ว นับแต่นี้ข้าจะตัดขาดจากโลกมนุษย์และตามหาเจ้า เพื่อทวงสัญญาที่ให้ไว้ หวังว่าเจ้าจะยังจำได้...เอเรียส.. ห้าร้อยปีต่อมา...มนุษย์ได้ลืมเลือนเรื่องราวเหตุการณ์การต่อสู้ระหว่างมนุษย์และอสูรจนสิ้น โลกมนุษย์และดินแดนอื่น ๆ ถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เวทมนตร์และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติทุกสิ่งกลับกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานและตำนาน...  แต่...แดนอสูรกลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน หนึ่งราชาที่สาบสูญ หนึ่งราชาที่รอวันฟื้นคืน และหนึ่งครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรที่กำเนิดขึ้นมาจากพลังของราชาแห่งความมืด...เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไป สมดุลแห่งอำนาจภายในแดนอสูรเริ่มสั่นคลอนเมื่อราชาที่เหลือต่างต้องการที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ... ดินแดนทางตะวันออก... ‘กลิ่นอายปราณอสูรของเจ้านั่น...รึว่า’ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีขาวที่กำลังเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่บนบัลลังก์กลางห้องโถง ขยับกายลุกขึ้นหัวคิ้วขมวดเล็กน้อย  “ท่านเฮอร์ราเทียส” อสูรรับใช้โซลเนียร์ที่ดีดฮาร์ปอยู่ใกล้ ๆ  หยุดบรรเลงทันทีเมื่อเห็นท่าทางเจ้านายของตน แววตาคมกริบปรายตามาทางต้นเสียง เพียงครู่เดียวไหล่กว้างก็เอนตัวไปด้านหลังและหลับตาลงเช่นเดิม "ช่างเถอะ ข้าอยากฟังดนตรีของเจ้ามากกว่า" ... ทะเลทรายที่เวิ้งว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ลมร้อนที่พัดเข้ามากระทบร่างกาย รอยเท้าของนักเดินทางทั้งสองที่ปรากฏอยู่บนผืนทรายเป็นระยะทางไกลค่อย ๆ ถูกสายลมพัดกลบไปช้า ๆ ผ้าเนื้อละเอียดที่ใช้ปิดบังใบหน้าเพื่อกันฝุ่นทรายที่ปลิวเข้ามา ถูกลมพัดจนแนบไปกับผิวของนักเดินทาง  "เซร่า ข้างหน้า นั่นไง ข้าเห็นต้นไม้ล่ะ" เสียงตะโกนจากเด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงที่ยุ่งเหยิงจนไม่เป็นทรง สวมชุดที่ดูคล่องตัวไร้ซึ่งการปกปิดใบหน้าเพื่อกันความร้อนหรือฝุ่นทรายแต่อย่างใด แถมยังวิ่งไปข้างหน้าเหมือนไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางผ่านทะเลทรายที่ร้อนระอุเลยสักนิด ร่างกายที่คล่องแคล่ววิ่งนำหน้ากวักมือเรียกผู้ที่เดินอยู่ข้างหลังเมื่อเห็นโอเอซิสที่ร่มรื่นอยู่ไม่ไกลมากนัก เมื่อมาถึงโอเอซิสที่ถึงแม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มันก็สามารถอาศัยเป็นที่พักในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี ร่างกายที่เหนื่อยล้าเหมือนได้เกิดใหม่เพราะบ่อน้ำใสที่เย็นชื่นใจ ทำให้นักเดินทางเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับมาอีกครั้ง ผ้าคลุมที่ใช้ปิดบังใบหน้าถูกปลดออกทำให้เห็นหน้าตาที่หมดจดและดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกาย ผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวถึงกลางหลังพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้ามาปะทะ  ฝ่อ ฝ่อ! เสียงอสรพิษร้ายดังอยู่ไม่ไกล มือที่กำลังจุ่มลงในบ่อน้ำชะงักนิ่ง หางตาเหลือบเห็นเจ้าอสรพิษที่ชูคอพร้อมจู่โจมได้ทุกขณะ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หมดจด หมับ! ด้วยความเร็วที่เหนือกว่านิ้วมือเรียวยาวคว้าเข้าที่คอของเจ้างูเห่าและออกแรงบีบ ลำตัวของงูพันอยู่ที่ข้อแขนเล็กและรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่เพียงไม่นานนักมันก็ค่อย ๆ คลายออกไร้การเคลื่อนไหวดูคล้ายกับเชือกที่ห้อยตกลงมา "มิว อาหาร" เสียงใสตะโกนขึ้นมาพร้อมทั้งโยนงูทะเลทรายที่โดนบีบคอจนตายลงบนพื้น เด็กหนุ่มผมแดงมองดูงูที่อยู่บนพื้นพร้อมเบ้ปาก ก่อนที่จะมองหญิงสาวตรงหน้าอีกที "เซร่า กินเลยไม่ได้เหรอ ไม่เห็นต้องทำให้ร้อนก่อนเลยแบบนั้นข้าว่ามันเสียรสชาติหมด" หนุ่มน้อยผมแดงพูดจาน้ำเสียงออดอ้อน "น่านะ เจ้าทำให้มันสุกก่อนแล้วค่อยกินเถอะ นะมิวเด็กดี" เสียงที่ดูเหมือนจะอ้อนกลับมาและแววตาสีน้ำตาลที่มอง เจือไปด้วยรอยยิ้มทำให้หนุ่มน้อยผมแดงต้องใจอ่อนอีกตามเคย "เฮอะ! เจ้านี่ละก็ ใช้แผนนี้ทุกที ยังไงตอนนี้ครึ่งหนึ่งก็เป็นเหมือนพวกข้า ก็น่าจะลองดูบ้างแท้ ๆ รสชาติดีกว่าตั้งเยอะ" มิวก้มลงหยิบงูที่ตายบนพื้น มือข้างหนึ่งจับหัวอีกข้างจับหางออกแรงนิดหน่อยเจ้างูก็ถูกกระชากออกมาเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย  "งั้นข้ากินส่วนหัว ของเจ้าส่วนหางก็แล้วกัน" อสูรผมแดงเพลิงเดินไปหักกิ่งไม้ที่อยู่แถวนั้นเสียบเข้าไปที่ชิ้นส่วนงูทั้งสองชิ้นก่อนส่งสายตาทะเล้นมองกลับไปแทน "อยากได้แบบร้อนมากหรือว่าร้อนน้อยล่ะ"  "ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ของข้าร้อนพอดี ไม่ต้องไหม้เกรียมเหมือนทุกทีก็พอแล้วล่ะ" อสูรซารามันดร้าหันไปทางชิ้นส่วนของงูที่ถูกเสียบไม้ในมือ ลมหายใจถูกสูดเข้าไปเฮือกหนึ่งก่อนที่ปากบาง ๆ จะอ้าออกเล็กน้อยและพ่นเปลวไฟสีแดงออกมาแทน ... หลังจากมื้ออาหารที่เรียบง่ายที่ผ่านไป มิวและคาเซร่าก่อกองไฟเอาไว้ใกล้ ๆ กับบ่อน้ำและเตรียมที่ทางสำหรับการพักค้างแรมในค่ำคืนนี้ อสูรและครึ่งอสูรนั่งลงข้างกองไฟภายใต้แสงของดวงดาวนับล้านที่ส่องประกายยามราตรี "เซร่า เจ้าคิดไว้รึยังว่าจะทำอย่างไรต่อไป" มิวเอ่ยถามขึ้นในขณะที่ใช้เศษไม้เขี่ยกองไฟไปมา "ดินแดนของราชาอสูรแห่งความมืด ข้าจะไปที่นั่น" นัยน์ตาคู่งามเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรี ดวงดาวที่ส่องประกายพาให้ใจหวนนึกถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ‘แดนอสูรก็ไม่เลวนะ แต่แดนแห่งภูติสวยงามมากข้าชอบ หรือเจ้าว่าไง’  น้ำเสียงอบอุ่นและรอยยิ้มที่คุ้นเคยยังคงจารึกอยู่ในความทรงจำทำให้หัวใจของคาเซร่าไม่เคยสิ้นหวังกับคำว่ารอคอย ‘ข้ามาหาเจ้าที่แดนอสูรแล้วนะ เอเรียส’ อสูรซารามันดร้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำให้เปลวไฟที่อยู่ตรงหน้าสั่นไหวไปมา "เฮ้อ...นั่นสินะ เจ้าจะไปที่ไหนได้นอกจากที่นั่น แต่ว่านะ" คำพูดที่หยุดลงกลางคัน ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังมองดาวบนท้องฟ้าหันกลับมาที่อสูรข้างกาย "การมาที่แดนอสูรของเจ้า มันอาจเป็นที่สนใจของพวกอสูรชั้นสูงขึ้นมาน่ะสิ แล้วตอนนี้แดนอสูรกำลังจะเกิดการชิงอำนาจระหว่างราชาด้วย ถึงตอนนี้เจ้าจะมีพลังของท่านผู้นั้นปกป้องอยู่ก็เถอะ แต่ว่า...เฮ้อ" รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หมดจด ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะลูบลงไปเบา ๆ ที่เส้นผมยุ่งเหยิงสีแดงเพลิงข้างกาย "เดี๋ยวนี้เจ้าห่วงผู้อื่นเป็นแล้วงั้นรึ มิวหนุ่มน้อยโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะล่องลอยไปตามสายลมยามราตรี ส่วนสีหน้าของอสูรที่พึ่งโตเป็นผู้ใหญ่กลับขมวดคิ้วเบ้ปากใส่แทน  "ข้าห่วงแค่เจ้าต่างหาก ชิ!" เสียงเบาที่พูดออกมา และสายตาที่แกล้งมองไปทางอื่นอย่างแก้เขิน "เซร่า เซร่า"  เสียงเรียกที่คุ้นเคยปลุกหญิงสาวขึ้นมาจากการหลับใหล เมื่อลืมตาขึ้นมาภาพตรงหน้าเป็นร่างของผู้ที่นางเฝ้ารอมานานแสนนาน เส้นผมสีดำและดวงตาที่ราวกับท้องฟ้ายามราตรี รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้า คาเซร่ายันกายลุกขึ้นโผเข้ากอดร่างที่อยู่ตรงหน้าทันที "เอเรียส เจ้ากลับมาแล้ว กลับมาแล้วจริง ๆ" น้ำตาที่เอ่อออกมาทำให้สายตาพร่ามัวจนมองอะไรไม่ชัด อ้อมแขนที่อบอุ่นกอดตอบ ฝ่ามือที่แข็งแกร่งลูบลงไปบนเส้นผมสีน้ำตาลเบา ๆ  "เซร่า ฟังข้าให้ดี แดนอสูรอันตรายเกินไป ในยามนี้พลังออกข้าอาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องเจ้าได้ เจ้าต้องกลับไปที่โลกมนุษย์เข้าใจมั้ย" เสียงที่กระซิบข้างหูฟังดูแผ่วเบาจนน่าใจหาย ทำให้คนฟังรู้สึกหวาดหวั่นในใจขึ้นมา วงแขนเรียวกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนจะอันตรธานหายไปอีกครั้งหนึ่ง  "ไม่เอา ไม่ไป เจ้ามาหาข้าแล้วนี่ ข้าไม่ไป" เสียงเล็กๆ เริ่มสั่นเครือตัดพ้อคนในอ้อมแขนพร้อมกับน้ำตาที่หยดลงมาบนไหล่หนา นัยน์ตาสีดำสนิทค่อยๆ หลับลง เพียงครู่เดียวร่างหนาในที่อยู่ในอ้อมแขนก็อันตรธานหายไปเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า หัวใจที่เริ่มมีความหวังของคาเซร่าหล่นวูบราวกับร่วงลงสู่ก้นเหวลึก น้ำตาที่ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้เปื้อนแก้มทั้งสองข้าง พร้อมกับเสียงที่ตะโกนก้องอยู่ภายในใจท่ามกลางความมืดมิด ‘เอเรียส...เอเรียส’ ... ดวงตาคู่งามลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด ภาพตรงหน้าคือมือของตัวเองที่ยื่นคว้าอากาศและดวงดาวนับล้านที่ท้องสว่างระยิบระยับบนท้องฟ้าหาใช่คนที่อยู่ในฝัน บัดนี้น้ำตากลับไหลหยดลงบนผืนทราย ‘เอเรียส คราวนี้ข้าจะเป็นฝ่ายปกป้องเจ้าบ้าง’ ... ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีและสายลมที่เย็นยะเยือก ทันทีที่ครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรอย่างคาเซร่าก้าวเข้ามาภายในแดนอสูร กลิ่นอายของราชาอสูรแห่งความมืดเอเรียสที่หลอมรวมอยู่ในตัวนาง จะทำให้เหล่าราชาต่างรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายนี้ และนั่นจะทำให้นางถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างราชาอสูรอย่างแน่นอน ส่วนพวกอสูรชั้นสูงก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องการทั้งพลังเวทย์และพลังปราณอสูรที่อยู่ในตัวนางเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เพราะงั้นการอยู่ในดินแดนที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากสำหรับครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรอย่างนาง  ... ... ดินแดนทางทิศตะวันตก...วังแห่งรัตติกาล ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ พลังงานสีดำที่ลอยอยู่กลางห้องที่สงบมานานหลายร้อยปี เกิดความเคลื่อนไหว คลื่นพลังงานสั่นไหววูบวาบไปมาคล้ายกับหัวใจที่เริ่มเต้นอีกครั้ง สตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามรูปร่างได้สัดส่วน เส้นผมสีดำสนิท นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มราวกับแซฟไฟร์ เพ่งมองพลังงานนั้นอย่างไม่วางตา ‘ท่านเอเรียส’ ... ... ตุบ ตบ ตุบ! เสียงผลไม้หล่นลงบนพื้นจำนวนหนึ่ง อสูรหนุ่มน้อยผมแดงที่กำลังหลับสนิทปรือตามองผลไม้ข้าง ๆ ที่กลิ้งไปมา แขนขาที่เหยียดยาวบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย เสียงหาวลากยาวดังออกมาอย่างคนที่ยังงัวเงียไม่อยากจะตื่น "ตื่นเช้าจัง ข้ายังง่วงอยู่เลย" เสียงออดอ้อนที่ลากยาวเรียกร้องความเห็นใจแต่กลับไม่เป็นผล ดวงตาสีน้ำตาลส่อแววทะเล้นออกมา ก่อนที่นิ้วมือเรียวจะแอบหยิบผลไม้ลูกเล็กที่ซ่อนเอาไว้ใส่ปากอสูรขี้เกียจที่ไม่ทันระวังตัวและใช้มือปิดปากเอาไว้กันไม่ให้เจ้าตัวคายผลไม้ออกมา "อี้! เปรี้ยววว" ใบหน้าบูดเบี้ยวและตาที่หรี่เล็กบอกถึงรสชาติของมันได้เป็นอย่างดี ส่วนคนที่อาศัยจังหวะนั้นแกล้งกลับยืนหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ข้าง ๆ "ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าคงไม่ง่วงแล้วล่ะ ใช่มั้ย" เสียงใสที่ชอบใจเยาะเย้ยอย่างได้ที "ไปกันเถอะ ข้าอยากไปให้พ้นเขตทะเลทรายนี่จะแย่อยู่แล้ว" คาเซร่านั่งลงเก็บผลไม้ที่หาได้ลงในกระเป๋าสัมภาระ ส่วนมิวอสูรซารามันดร้าผมแดงเพลิงมองค้อนวงใหญ่ใส่คนข้าง ๆ ก่อนที่ลุกขึ้นช่วยจัดสัมภาระเพื่อเตรียมออกเดินทางต่อ โดยที่ไม่รู้ว่ามีผู้หนึ่งแอบติดตามพวกเขาอยู่ห่าง ๆ...

อยากอ่านต่อในเล่ม?

ซื้อเล่ม ↗

พูดคุยท้ายตอน

ความคิดเห็น (…)

ฝากความรู้สึกถึงตอนนี้ หรือชวนกันคุยได้เลย · จำนวนความคิดเห็นรวมคำตอบกลับที่แสดงอยู่

กำลังเปิดบทสนทนา…