ปีกปักษาPEEKPAKSA

👁 กำลังโหลดสถิติ…

หนึ่งนิรันดร์กาลพานพบ

บทที่ 1 ตื่นจากฝัน

“บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” เสียงถ้อยคำที่กับดังมาจากห้วงเวลาอันแสนไกล ทั้งที่สายตากลับมองเห็นผู้ที่เอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียวได้รูปกับดวงตาคู่นั้นเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแบบนี้นะ... 5.00 pm ติ๊ดๆๆ ติ๊ดๆๆ เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ปลุกคาลรอสให้ตื่นในเวลาเดิมเหมือนอย่างทุกที ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ดึงม่านหน้าต่างให้เปิดออกเพื่อมองดูแสงอาทิตย์ยามเย็น คาลรอส ชายหนุ่มรูปร่างสูงหุ่นสมาร์ท คิ้วเข้มได้รูป รับกับใบหน้าคมอย่างลงตัว เจ้าของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในถนนสายยามราตรี ดวงตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่อยู่บนตึกสูงหลายสิบชั้น ดูรถราที่วิ่งไปมาและแสงไฟตามหัวมุมถนนที่เริ่มเปิดขึ้นบางส่วนเพื่อรอรับยามราตรีที่กำลังจะมาถึง คาลรอสพ่นหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปที่ร้านของตนเหมือนอย่างทุกที ... ร้าน...พบกันอีกครั้ง... ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยาวเข้ารูปสีดำ เดินเข้าไปทางหลังร้านและตรงไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเงียบๆ คาลรอสถอดเสื้อแขนยาวสีดำออกเหลือแต่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาและหยิบเสื้อกั๊กของบาร์เทนเดอร์จากในตู้ล็อกเกอร์เข้ามาสวมทับแทน “วันนี้ก็เป็นบาร์เทนเดอร์เหรอครับบอส” เทียร์ หนึ่งในบรรดาลูกน้องหลายคนคาลรอสเอ่ยขึ้น เมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องและเห็นเจ้านายของตนกำลังใส่เสื้อของบาร์เทนเดอร์อยู่ “อืม สนุกดีๆ น่ะ” คาลรอสตอบสั้นๆ ก่อนที่จะเดินผ่านหน้าเทียร์ออกไปที่เคาน์เตอร์บาร์และส่งสายตาเป็นเชิงให้ผู้ที่ทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ตัวจริงออกไปทำอย่างอื่นแทน นิสัยแปลกประหลาดของคาลรอสเป็นสิ่งที่พนักงานในร้านคุ้นชินเป็นอย่างดี เขามักจะทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของร้านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานพ่อครัวหรือเด็กซื้อของหรืองานที่ต้องพบเจอกับลูกค้าอย่างบริกรก็ตามที แต่ตำแหน่งที่เขาชอบทำที่สุดก็คือบาร์เทนเดอร์ เพราะเขาสามารถเฝ้ามองแขกที่เข้ามาเที่ยวที่ร้านได้เกือบทั้งหมดนั่นเอง การทำงานในตำแหน่งต่างๆ ภายในร้านของคาลรอส ไม่ใช่ลักษณะที่เจ้าของกำลังทำงานภายในร้านของตัวเอง แต่มันคล้ายกับเขากำลังพยายามตามหาใครสักคนอยู่มากกว่า เพราะแบบนั้นแขกที่มาเที่ยวส่วนใหญ่จึงมักจะเข้าใจว่าคาลรอสเป็นแค่พนักงานที่ทำงานอยู่ที่นี่เท่านั้น แถมพนักงานทั้งหมดก็ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดจาเหมือนว่าเขาเป็นเจ้าร้านในขณะที่กำลังทำงานอยู่อีกด้วย ... ชายหนุ่มคนเดิมกับประโยคเดิมๆ ในทุกค่ำคืน รูปร่างหน้าตาและท่าทางที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกของคนที่อยู่ในฝัน มันทำให้เขารู้สึกเศร้าทุกครั้ง และยิ่งนานวันทั้งความเศร้าและความฝันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นทุกที จนกระทั่งคาลรอสตัดสินใจที่จะตามหาคนคนนั้นให้พบอย่างจริงจัง เพื่อหาสาเหตุเกี่ยวกับความฝันของเขา แต่การตามหาใครสักคนที่มาจากในความฝันมันดูไร้สาระสำหรับคนทั่วไปมาก เขาจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยสักครั้ง ก่อนหน้านั้นคาลรอสจึงมักจะไปในสถานที่ที่มีผู้คนมากมายและมองหาคนที่อยู่ในความฝัน แต่มันก็เหมือนกับการตามหาต้นไม้สักต้นในป่าใหญ่ ยิ่งหาเท่าไรก็ยิ่งหมดหวังมากขึ้นเท่านั้น พอนานวันเข้าความเศร้าที่หาสาเหตุไม่ได้ก็เริ่มกัดกินจิตใจจนกลายเป็นความรู้สึกว่างเปล่า จากคนที่มีนิสัยเงียบขรึมก็กลายเป็นคนเย็นชา และหมกมุ่นอยู่กับคนในความฝันของตนเองเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่คาลรอสเปิดร้านเหล้านี้ขึ้นมา เพื่อหวังว่าคนที่เขาตามหาอาจจะบังเอิญเข้ามาเที่ยวที่ร้านแห่งนี้ในสักวันหนึ่งก็ได้... ... คืนนี้ที่ร้านแขกดูจะเยอะมากเป็นพิเศษ ลูกค้าหลายคนมานั่งดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ บางคนมากับคู่รัก บางคนมากับเพื่อน หรือบางคนก็มาเพียงลำพังพร้อมกับปัญหาภายในใจและใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายทุกข์ คาลรอสชงเครื่องดื่มหลากหลายชนิดแก้วแล้วแก้วเล่าให้กับแขกที่มาเที่ยว จนเวลาผ่านไปค่อนคืนบรรยากาศและเสียงเพลงที่ครึกครื้นเริ่มเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ผ่อนคลายเมื่อใกล้ถึงเวลาปิดร้าน แขกที่มาเที่ยวเริ่มทยอยกลับจนบางตาเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะ คาลรอสยิ้มเยาะกับตัวเองสายตามองแขกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนภายในร้าน ‘ฮึ! วันนี้ก็เหมือนเดิม หาไม่เจออีกแล้วสินะ’ มือหนาเอื้อมหยิบเหล้าดีกรีสูงในชั้นวางหลังเคาน์เตอร์บาร์มาเทใส่แก้วเพียวๆ เกือบครึ่งแก้ว ก่อนจะยกมันเทใส่ปากตัวเองแบบรวดเดียวหมด สายตาแห่งความผิดหวังมองแก้วที่ว่างเปล่าในมือก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และเทเหล้าเพิ่มลงไปอีกครึ่งแก้ว “เทียร์ นั่นๆ บอสดื่มอีกแล้วว่ะ” เสียงบริกรคนหนึ่งในร้านกระซิบบอกกับเทียร์เบาๆ เมื่อเห็นเจ้านายกำลังจะมอมเหล้าตัวเอง “อืม อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาปิดร้านแล้ว ไปเรียกบาร์เทนเดอร์ตัวจริงมาเปลี่ยนบอสไป” “ได้ๆ” ... “บอสครับ อีกเดี๋ยวก็ปิดร้านแล้ว ตรงนี้ให้ผมจัดการต่อดีกว่าครับ” บาร์เทนเดอร์ประจำร้านที่ในขณะนี้อยู่ในชุดของบริกร เอ่ยปากกับเจ้านายของตนเบาๆ พอให้ได้ยินด้วยท่าทางสุภาพอย่างที่สุด คาลรอสปรายตา มองลูกน้อง ก่อนจะวางแก้วเหล้าที่ว่างเปล่าในมือและลุกเดินออกจากเคาน์เตอร์บาร์เข้าไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านหลังร้านทันที ... ร่างสูงที่อยู่ในอาการกึ่งเมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วหรือเป็นเพราะความหมกมุ่นของตัวเองกันแน่ ที่ทำให้ตอนนี้ภายในใจของคาลรอสรู้สึกคิดถึงแต่คนที่อยู่ในฝันของตนเท่านั้น “นายอยู่ไหนกันนะ” เสียงที่พึมพำออกมาเบาๆ อย่างหมดหวัง บางส่วนภายในใจก็ยังอดหัวเราะตัวเองไม่ได้อยู่ดี ที่ต้องมาทำอะไรไร้สาระเพราะความฝันบ้าๆ แบบนี้ แต่ถึงจะรู้เขาก็ยังคงยึดติดและไม่สามารถเลิกคิดถึงมันได้สักที เมื่อพอจะตั้งสติได้คาลรอสจึงลุกขึ้นหยิบเสื้อแขนยาวที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมาถือไว้ในมือและเตรียมจะออกจากร้าน เพื่อเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนนเหมือนอย่างเคย เผื่อว่าบางทีอาจจะโชคดีเจอคนที่กำลังตามหาอยู่ก็ได้ ... เวลาที่ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้บนถนนหนทางผู้คนจึงแทบไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมาสักเท่าไร สภาพที่เซไปเซมาของคาลรอสจึงไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใคร แต่เพราะดีกรีความเมาที่อยู่ภายในร่างกายเลยทำให้เขามองเห็นแสงไฟริมทางซ้อนกันไปมาและเริ่มเดินไม่ตรงทางเพราะมองเห็นถนนเป็นทางโค้งอย่างช่วยไม่ได้ ... ในตรอกมุมมืดริมถนน...เสียงเอะอะโวยวายที่ดังออกมา ดึงความสนใจของคาลรอสที่กำลังจะเดินผ่านไปพอดี สายตาคมเหลือบมอง ชายเคราะห์ร้ายที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด “หน็อย! อวดดีนักเหรอ ไอ้เวรตะไลนี่!” นักเลงหัวไม้หนึ่งในสองคนผลักเข้าที่อกของชายหนุ่มจนชนเข้ากับกำแพงด้านหลังอย่างแรง ถึงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะมีลำพังตัวคนเดียว แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีทีท่าที่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำสายตาที่มองยังมีแววต่อสู้ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นทำให้นักเลงสองคนนั้นรู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทายซึ่งหน้า จนอยากสั่งสอนให้ไอ้คนอวดดีแบบเขาได้รู้สำนึกซะบ้าง “มองแบบนี้ อยากตายนักใช่มั้ย!” หนึ่งในนั้นกระชากคอเสื้อของชายหนุ่มขึ้นมาก่อนจะตั้งหมัดเตรียมประเคนกำปั้นเข้าใส่ทันที ในขณะนั้นเองเพื่อนนักเลงที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับกระเด็นออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัวเพราะแรงถีบที่โผล่มาจากเงามืดแบบไม่รู้ตัว ทำให้หมัดที่กำลังจะปะทะเข้ากับหน้าของชายหนุ่มชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขาจึงใช้จังหวะนั้นสวนหมัดออกไปในทันที นักเลงร่างใหญ่เซไปทางด้านหลังหลายก้าว พอจะหันมาตั้งหลักได้กลับถูกหมัดของคนที่มาจากไหนก็ไม่รู้ เสยเข้าไปที่ปลายคางจนล้มทั้งยืนและไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาได้อีก เพื่อนนักเลงที่โดนถีบอยู่ก่อนหน้า ทำท่าว่าจะเข้ามาช่วยเพื่อนแต่พอเห็นสายตาของคนที่โผล่เข้ามา กลับกลัวจนวิ่งหนีไปอย่างไม่ห่วงเพื่อนร่วมชะตากรรมเลยแม้แต่น้อย เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายก็หันมามองคนที่โผล่เข้ามาช่วยเหลือตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกมาก็ถูกคาลรอสดันหน้าอกตัวเองจนชิดกับกำแพงด้านหลัง วงแขนแกร่งเท้ายันกำแพงเอาไว้โดยมีชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่ตรงกลางเขาจึงไม่สามารถขยับหนีไปไหนไม่ได้นอกจากยืนอยู่เฉยด้วยความประหลาดใจ แสงไฟริมทางที่ส่องเข้ามาสลัวๆ ทำให้คาลรอสเห็นหน้าของชายหนุ่มไม่ชัดเท่าไรนัก เขาจึงต้องขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูให้แน่ใจ ปลายจมูกที่แนบชิดลงมาใกล้ใบหน้าเนียนจนชายหนุ่มแปลกหน้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่พ่นออกมา “เจอแล้ว ในที่สุดก็เจอจนได้” คาลรอสเอ่ยพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ สายตาเป็นประกาย แต่ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปหลายแก้วในค่ำคืนนี้ ทำให้เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองเมาจนเห็นภาพหลอนหรือว่ากำลังฝันไปกันแน่ “นี่ นี่คุณรู้จักผมเหรอ” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย คาลรอสยกยิ้มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะคว้าตัวชายหนุ่มตรงหน้าเข้ามากอดเอาไว้แนบอก แต่ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าบวกกับความเมาทำให้ร่างของชายหนุ่มดูคล้ายกับกำลังถูกกดไว้บนกำแพงเสียมากกว่า “เฮ้ย! นี่คุณ ทำบ้าอะไรเนี่ย” ชายแปลกหน้าตกใจจนสบถใส่อย่างลืมตัว “โคลว์ ในที่สุดฉันก็หานายเจอ...” “นี่คุณ!!...” เมื่อสิ้นประโยคคาลรอสที่เมาจนคุมตัวเองไม่อยู่ก็ทิ้งน้ำหนักตัวลงทั้งหมดไปบนร่างสูงโปร่งและหลับไปทั้งแบบนั้น ส่วนชายหนุ่มที่ทีแรกตั้งใจจะโวยวายและพยายามผลักร่างหนาออกตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อได้ยินประโยคที่คาลรอสพูดออกมา การกระทำทั้งหมดกลับชะงักนิ่งและเปลี่ยนมาประคองร่างนั้นเอาไว้อย่างมั่นคงทันที ‘ท่านคาลรอส! ทำไมถึงยังไม่ลืมผมไปอีกล่ะครับ...’ ***

อยากอ่านต่อในเล่ม?

ซื้อเล่ม ↗

พูดคุยท้ายตอน

ความคิดเห็น (…)

ฝากความรู้สึกถึงตอนนี้ หรือชวนกันคุยได้เลย · จำนวนความคิดเห็นรวมคำตอบกลับที่แสดงอยู่

กำลังเปิดบทสนทนา…