พันธสัญญาแห่งราชาอสูร
บทที่ 4 ร่วมทาง
นับจากเขตแดนรอยต่อโลกมนุษย์สู่แดนอสูร ดินแดนทะเลทรายทางเหนือสุดมุ่งสู่ดินแดนทางใต้สุดจุดมุ่งหมายคือปราสาทแห่งยามราตรี ที่พำนักของราชาอสูรแห่งความมืดที่กำลังรอวันฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
อสูรชั้นสูงแปลกหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นกลายเป็นความหวังที่คาเซร่าคว้าเอาไว้เพื่อที่จะได้พบกับเอเรียสอีกครั้ง ถึงแม้มิว อสูรที่อยู่ข้างกายจะทัดทานยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของนางได้ ทั้งสามเดินทางลงใต้มาเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบเรียบไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ อย่างน่าประหลาด
...
"แฮ่กๆ แฮ่กๆ"
เสียงหอบหายใจดังชัดเจน ในมือกำด้ามดาบสีดำเอาไว้แน่น ขาข้างหนึ่งคุกเข่าลงที่พื้นในขณะที่อีกข้างกลับพยายาม ยันกายลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ สายตามองไปทางฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากกว่าอย่างระแวดระวัง
"อึดดีนี่ ไม่นึกว่าอสูรชั้นสูงเช่นเจ้าจะมีวันที่ตกต่ำได้ขนาดนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
เสียงหัวเราะที่เย้ยหยันทำให้ผู้ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบฝืนกายยืนขึ้นมาจนได้
"นั่นสิ น่าสมเพชชะมัด"
"ยอมให้พวกเราดูดกลืนพลังไปซะดี ๆ เจ้าก็ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
เส้นผมสีเงินยวงที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง แต่ทว่าแววตากลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว
"เจ้าพวกสวะ ถ้าคิดช่วงชิงพลังจากข้าก็จงเข้ามาเอาไปเองเถอะ"
แสงสะท้อนจากคมดาบปรากฏขึ้นเมื่อมันถูกตวัดใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าจนเลือดพุ่งกระฉูดด้วยความเร็วที่แทบจะมองตามไม่ทัน
"หน๊อย! เจ้าคนทรยศ ยังไม่รู้จักสำนึกอีกงั้นรึ"
จังหวะที่สายตาเหลือบไปเห็นก้อนพลังงานที่กำลังพุ่งเข้ามา แต่ก็สายเกินกว่าที่จะหลบให้พ้น ร่างที่บาดเจ็บจึงทำได้แค่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว
พรึ่บ!
เพียงแค่ลมหายใจเดียว ก่อนที่จะปะทะเข้ากับก้อนพลังงานสีดำเปลวไฟสีน้ำเงินกลับลุกโชนขึ้นตรงหน้าราวกับกำแพงขนาดใหญ่ ทำให้ก้อนพลังงานนั้นสลายไปในทันที ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลตามร่างกายมองเปลวไฟข้างหน้าด้วยความตกตะลึง
‘นั่นมันอัคคี ชำระล้างอสูร’
ความทรงที่เจ็บปวดได้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาจำมันได้ดีว่าผู้ที่เป็นเจ้าของอัคคีสีน้ำเงินเป็นต้นเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมดและทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
ครึ่งอสูรในร่างหญิงสาว นัยน์ตาคมกริบเดินเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรงท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด จ้องมองไปทางพวกที่ใช้จำนวนที่มากกว่าเข้าทำร้ายผู้อื่นอย่างดูถูก
"อาศัยว่าพวกเยอะกว่าคงเป็นพวกสวะไร้ฝีมืองั้นสินะ" น้ำเสียงที่ราบเรียบเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยาม
"เซร่า มันใช่เรื่องของเรารึไงกันเนี่ย"
ซารามันดร้าผมแดงเพลิงที่เดินตามมาข้างหลังอดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ เพราะไอ้นิสัยแบบนี้ของนางตั้งแต่โลกมนุษย์จนมาถึงที่นี่ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปสักที
"เฮ้อ พวกน่ารำคาญ" ร่างสูงผิวสีน้ำผึ้งพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
"พวกเจ้าถือดียังไงมาว่าพวกข้า" หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ใช่ นี่มันเรื่องอะไรของพวกเจ้ากัน ทำไมต้องเข้ามาแส่ด้วย"
"ใช่ ใช่" ผู้อื่นที่อยู่ในกลุ่มต่างก็ร่วมสำทับไปในทางเดียวกัน
พรึ่บ!
อัคคีสีน้ำเงินที่ลุกโชนราวกับกำแพงกั้นเอาไว้ลดระดับต่ำลง และเคลื่อนที่รามเข้าไปยังพวกอสูรที่ทำตัวรังแกผู้อื่น
"อ้ากก! นี่ นี่มันอะไรกัน ร้อน"
"ไฟอะไร ทำไมร้อนขนาดนี้"
อัคคีสีน้ำเงินเคลื่อนไหวไปมา ลุกลามโลมเลียราวกับกำลังล้อเล่นแต่ไม่ได้มุ่งหวังที่จะเอาชีวิตผู้ใด เพียงแค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น
เพียงไม่นาน อสูรกลุ่มนั้นก็หนีหายไปไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย
อัคคีสีน้ำเงินดับมอดลง คาเซร่ามองผู้ที่ถูกทำร้ายอีกครั้งและแทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง เส้นผมสีเงินยวงที่แปลกตา นางจำได้ไม่มีวันลืมถึงแม้ว่าในยามนี้ สภาพของผู้นั้นจะทรุดโทรมไปมากก็ตามที แต่ทว่าก็ยังคงความงดงามอยู่ไม่น้อย
"เซร่า เจ้านั่น" มิวที่ยืนใกล้ๆ ส่งเสียงออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง
"นี่เจ้า มาลไคร์ งั้นรึ"
เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล นองเต็มพื้นที่ยืนอยู่ ร่างสูงโงนเงนไปมาเพียงไม่นานก็ล้มลงและไม่เคลื่อนไหวอีกเลย
‘ชิ! เจ้าตัวยุ่งยาก’
ดวงตาสีหม่นมองร่างของอสูรผมสีเงินยวงที่แน่นิ่งไปอย่างใช้ความคิด
ท่ามกลางความมืดในยามราตรี กองไฟถูกจุดขึ้นมาเพื่อให้แสงสว่างและความอบอุ่น ร่างที่บาดเจ็บของมาลไคร์ถูกพันด้วยผ้าพันแผลที่ทำมาจากเศษผ้าเท่าที่จะหามาได้ ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดถูกเช็ดทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย คาเซร่าและมิวนั่งอยู่ข้างกองไฟ ส่วนบาร์เอลนั่งอยู่บนก้อนหินอีกจุดที่อยู่ไม่ห่างมากนัก
"เซร่า ช่วยเจ้านั่นไว้ทำไมกัน เจ้าไม่เห็นตรามารที่อยู่บนหน้าของมันรึไง ผู้ทรยศ อสูรที่ถูกเจ้านายขับไล่ไม่เป็นที่ต้องการของดินแดนนี้หรอกนะ"
รอยยิ้มหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้างาม สายตาทอดมองดาวบนฟ้า
"มิว ข้าแค่ช่วยผู้ที่ถูกทำร้ายเท่านั้น บางที นี่อาจจะโชคชะตาก็ได้"
‘เวลาหลายร้อยปีที่ผ่านไป ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็เจอ ส่วนผู้ที่ตามหากลับไม่เจอ’
... ...
"เซร่า เซร่า กลับไปซะ"
เสียงเรียกอันคุ้นเคยที่นางไม่มีวันลืมดังอยู่ในความมืดมิด ร่างเล็กมองหาที่มาของเสียงนั้น แต่กลับมองเห็นเพียงความมืดที่อยู่รอบตัว
"เอเรียส เจ้าอยู่ที่ไหน"
น้ำเสียงสั่นเครือที่ตะโกนออกไปไร้การตอบกลับ สองมือไขว่คว้าไปมาท่ามกลางความมืดหวังเพียงให้ได้สัมผัสกับร่างของผู้ที่เฝ้าตามหา
"เชื่อข้า กลับไปที่โลกมนุษย์ แดนอสูรอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า"
"ข้าไปไม่ จนกว่าจะได้พบเจ้า ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น"
ความอัดอั้นที่เอ่อล้นออกมาทำให้ร่างกายราวกับไร้เรี่ยวแรง ครึ่งอสูรทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้ออกมาท่ามกลางความมืดมิด ทว่าในเวลานั้นราวกับมีอ้อมกอดที่คุ้นเคยกำลังโอบกอดนางจากทางด้านหลัง
"เซร่า ข้าขอโทษที่ทิ้งเจ้าเอาไว้"
สัมผัสของอ้อมกอดและน้ำเสียงอบอุ่นที่กระซิบข้างหูทำให้ร่างบางที่สั่นเทาด้วยความเศร้าชะงักค้างไปชั่วครู่ เหมือนความหวังได้ถูกจุดประกายอีกครั้ง ร่างเล็กรีบหันกลับไปได้ทางด้านหลังด้วยรอยยิ้มแต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า
...
ดวงตาคู่สวยลืมขึ้นมา ภาพตรงหน้าคือดวงดาวนับล้านที่กำลังส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้ายามราตรี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คาเซร่าต้องตื่นขึ้นมาในยามดึก ความฝันที่นางสามารถพบกับผู้ที่เฝ้ารอคอยได้ แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ทำให้ต้องสะดุ้งตื่นทุกครั้งเพราะท่านผู้นั้นกลับเลือนหายทุกคราไป
‘ฝัน ข้าฝันอีกแล้วสินะ เอเรียส ข้าคิดถึงเจ้า’
"อืมมมม..."
เสียงครางหายใจยาวและเสียงขยับตัวไปมาของอสูรผมสีเงินยวงทำให้คาเซร่าหลุดออกจากภวังค์ความคิด นางลุกขึ้นและปาดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะเดินเข้าดูอาการของมาลไคร์
นัยน์ตาคมมองไปรอบ ๆ ตัว และสายตาก็หยุดนิ่งกับภาพของผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชั่วครู่ ก่อนจะเบนสายตาหนีไปทางอื่น
นิ้วมือเรียวเอื้อมแตะที่หน้าผากของอสูรบาดเจ็บเบา ๆ แต่เจ้าอสูรตกอับตรงหน้ากลับพยศสะบัดหัวหนีอย่างไม่ต้องการให้แตะต้องจนนางต้องดึงมือกลับมา
"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่มีความรู้สึกถึงความอาฆาตหรือเกลียดชังเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ทำให้มาลไคร์ยิ่งไม่อยากมองหน้าของนางมากขึ้นไปอีก
"ช่วยข้าไว้ทำไม"
เสียงของอสูรตกอับยังเต็มไปด้วยโกรธแค้นที่มีต่อคาเซร่าอย่างท่วมท้นไม่ต่างไปจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนสักนิดเดียว
"เฮ้อ..."
ใบหน้างามพ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ มองอสูรผมสีเงินยวงตรงหน้า
"เพราะข้าไม่รู้ว่าเป็นเจ้าไง"
‘เฮอะ! อยากให้ข้าตอบแบบนี้สินะ’
นัยน์ตาคมกริบหันกลับมาทันควัน แขนที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลพยายามยันกายลุกขึ้นมา แต่เสียงฝีเท้าที่ดังออกมาจากความมืดกลับดึงความสนใจของอสูรที่กำลังโกรธไปซะก่อน ร่างสูงใหญ่สง่างามก้าวออกมาจากเงามืดยามราตรี
"ไม่ได้เจอกันนานนะ มาลไคร์"
อสูรผมที่เงินยวงชะงักค้าง มองไปทางบาร์เอลด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกและหันไปทางคาเซร่า รอยยิ้มที่เยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้มาลไคร์อย่างช้า ๆ
"คาเซร่า นี่เจ้า!...อึก"
เหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอทำให้มาลไคร์ไม่สามารถส่งเสียงพูดออกมาได้ คาเซร่าสังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่ก็ไม่ได้แสดงออกไปกลับทำเป็นเหมือนทุกอย่างปกติ
"พวกเจ้ารู้จักกัน เพราะมีเจ้านายคนเดียวกันงั้นสินะ"
คาเซร่ารอบมองปฏิกิริยาของอสูรทั้งสองและดูเหมือนว่าแววตา ของมาลไคร์ดูไม่เป็นมิตรกับบาร์เอลเอาซะเลย ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นเจ้านั่นมากกว่าที่ต้องตั้งตนรังเกียจอสูรผู้ทรยศอย่างมาลไคร์
"ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะยังอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ไม่เสียแรงที่เคยเป็นอสูรข้างกายท่านผู้นั้นจริง ๆ"
"ฮึ! นี่เจ้ากำลังชมข้าอยู่งั้นรึ"
มาลไคร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชัน คาเซร่าที่นั่งอยู่ข้างๆ มองอสูรที่กำลังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่ตรงหน้า นางถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปผลักอกของอสูรบาดเจ็บที่ฝืนตัวนั่งอยู่จนหงายหลังนอนลงไปกับพื้นเหมือนเดิม
"โอ๊ย! นี่เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า"
เสียงก่นด่าและหน้าตาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลของมาลไคร์ทำให้ครึ่งอสูรอย่างคาเซร่ารู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อย
"เบาๆ หน่อย เสียงของพวกเจ้าจะทำให้มิวตื่น เจ้านั่นยังเด็กอยู่จำเป็นต้องพักผ่อนเยอะๆ"
อสูรตกอับผมสีเงินได้แต่มองตาเขียวใส่ กัดกรามแน่นก่อนจะนอนตะแคงหันไปอีกทางเพราะไม่ร่างกายที่ยังไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ ส่วนบาร์เอลที่ยืนอยู่ได้แต่แสดงสีหน้างง ๆ กับคำตอบที่พิลึกพิลั่นของนาง
"ส่วนเจ้า บาร์เอลเจ้าเป็นอสูรเก่าแก่ที่อยู่มานานข้าว่าก็น่าจะพักผ่อนเยอะๆ เหมือนกัน จริงมั้ย"
นัยน์ตาคู่สวยมองร่างสูงผิวเข้มด้วยแววตาที่ทะเล้นยั่วโมโห
"หึ หึ หึ เป็นครึ่งอสูรที่ปากกล้าไม่เลวนี่"
นัยน์ตาสี หม่นมองใบหน้าเรียวเล็กก่อนจะยิ้มที่มุมปากและหันหลังเดินจากไปในเงามืด
คาเซร่าถอนหายใจอีกครั้ง นั่งกอดเข่าซบหน้าลงไปในวงแขนของตัวเอง เฝ้านึกถึงคนที่อยู่ในความฝันเพียงเพื่อให้หัวใจได้รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกครั้ง
‘เฮ้อ! ไม่อยากตื่นจากฝันเลย’
...
แสงอาทิตย์แห่งอรุณรุ่งมาเยือนอีกครั้ง อสูรตกอับที่บาดเจ็บฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ชั่วข้ามคืนมาลไคร์ก็สามารถลุกขึ้นมาและเคลื่อนไหวได้เกือบเป็นปกติ มีแค่บาดแผลบางแห่งเท่านั้นที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกสักระยะ
"อสูรอย่างพวกเจ้าก็ดีนะ หายเร็วดี" เสียงทักทายยามเช้าของคาเซร่าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นผ้าพันแผลที่ถูกแกะออกกองอยู่ที่พื้น
"เจ้าเอง ตอนนี้ครึ่งหนึ่งก็เป็นอสูรไม่ใช่รึ เฮอะ!"
คำพูดที่ตอบกลับทำให้คาเซร่านึกได้ว่าตัวเองก็ฟื้นตัวได้เร็วเช่นเดียวกับพวกอสูรเหมือนกัน รอยยิ้มหนึ่งจึงปรากฏขึ้นมาแทน
‘นั่นสินะ’
"เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปมาลไคร์ หนีการตามล่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ งั้นรึ" คาเซร่าเอ่ยถามขึ้นเพื่อคาดหวังอะไรบางอย่างจากอสูรผมสีเงินยวง
"แล้วเจ้าล่ะ คิดจะทำอะไร ถึงได้ร่วมทางกับรา...เจ้านั่น" น้ำเสียงที่แข็งกร้าวถามกลับมา
"ข้าจะไปหาเอเรียสที่แดนทางใต้ ปราสาทแห่งราตรีกาล"
"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าแดนพำนักของท่านเอเรียสอยู่ทางใต้"
คำถามของมาลไคร์ทำให้คาเซร่าฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ก่อนที่นางจะถามอะไรต่อไป พลันสายตาเหลือบไปเห็นบาร์เอลที่กำลังเดินใกล้เข้ามาใกล้
‘คาเซร่า ครึ่งอสูรอย่างเจ้า คิดจะอะไรอยู่กันแน่นะ’
"ข้าไม่สนใจเรื่องของผู้ทรยศเช่นเจ้าหรอกนะ อยากจะทำอะไรก็เชิญ"
เมื่อพูดจบคาเซร่าเดินจากไปผ่านหน้าบาร์เอลที่เดินสวนมา สายตาสองคู่ที่ประสานเข้าด้วยกันต่างเก็บซ่อนความคิดภายในใจเอาไว้อย่างแนบเนียน
‘ฮึ! ทั้งเจ้าและอสูรตกอับนั่นต่างก็เชื่อใจไม่ได้ทั้งคู่จริงๆ’
มาลไคร์และบาร์เอลยืนเผชิญหน้ากัน ใบหน้าคมเข้มเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยออกมาก่อนที่เดินจากไป
"มิว ออกเดินทางกันได้แล้ว"
***
