ปีกปักษาPEEKPAKSA

👁 กำลังโหลดสถิติ…

พันธสัญญาแห่งราชาอสูร

บทที่ 4 ร่วมทาง

นับจากเขตแดนรอยต่อโลกมนุษย์สู่แดนอสูร ดินแดนทะเลทรายทางเหนือสุดมุ่งสู่ดินแดนทางใต้สุดจุดมุ่งหมายคือปราสาทแห่งยามราตรี ที่พำนักของราชาอสูรแห่งความมืดที่กำลังรอวันฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง อสูรชั้นสูงแปลกหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นกลายเป็นความหวังที่คาเซร่าคว้าเอาไว้เพื่อที่จะได้พบกับเอเรียสอีกครั้ง ถึงแม้มิว อสูรที่อยู่ข้างกายจะทัดทานยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของนางได้ ทั้งสามเดินทางลงใต้มาเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบเรียบไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ อย่างน่าประหลาด ... "แฮ่กๆ แฮ่กๆ" เสียงหอบหายใจดังชัดเจน ในมือกำด้ามดาบสีดำเอาไว้แน่น ขาข้างหนึ่งคุกเข่าลงที่พื้นในขณะที่อีกข้างกลับพยายาม ยันกายลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ สายตามองไปทางฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากกว่าอย่างระแวดระวัง "อึดดีนี่ ไม่นึกว่าอสูรชั้นสูงเช่นเจ้าจะมีวันที่ตกต่ำได้ขนาดนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะที่เย้ยหยันทำให้ผู้ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบฝืนกายยืนขึ้นมาจนได้ "นั่นสิ น่าสมเพชชะมัด"  "ยอมให้พวกเราดูดกลืนพลังไปซะดี ๆ เจ้าก็ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"  เส้นผมสีเงินยวงที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง แต่ทว่าแววตากลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว "เจ้าพวกสวะ ถ้าคิดช่วงชิงพลังจากข้าก็จงเข้ามาเอาไปเองเถอะ" แสงสะท้อนจากคมดาบปรากฏขึ้นเมื่อมันถูกตวัดใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าจนเลือดพุ่งกระฉูดด้วยความเร็วที่แทบจะมองตามไม่ทัน  "หน๊อย! เจ้าคนทรยศ ยังไม่รู้จักสำนึกอีกงั้นรึ" จังหวะที่สายตาเหลือบไปเห็นก้อนพลังงานที่กำลังพุ่งเข้ามา แต่ก็สายเกินกว่าที่จะหลบให้พ้น ร่างที่บาดเจ็บจึงทำได้แค่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว พรึ่บ! เพียงแค่ลมหายใจเดียว ก่อนที่จะปะทะเข้ากับก้อนพลังงานสีดำเปลวไฟสีน้ำเงินกลับลุกโชนขึ้นตรงหน้าราวกับกำแพงขนาดใหญ่ ทำให้ก้อนพลังงานนั้นสลายไปในทันที ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลตามร่างกายมองเปลวไฟข้างหน้าด้วยความตกตะลึง ‘นั่นมันอัคคี ชำระล้างอสูร’ ความทรงที่เจ็บปวดได้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาจำมันได้ดีว่าผู้ที่เป็นเจ้าของอัคคีสีน้ำเงินเป็นต้นเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมดและทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ครึ่งอสูรในร่างหญิงสาว นัยน์ตาคมกริบเดินเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรงท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด จ้องมองไปทางพวกที่ใช้จำนวนที่มากกว่าเข้าทำร้ายผู้อื่นอย่างดูถูก "อาศัยว่าพวกเยอะกว่าคงเป็นพวกสวะไร้ฝีมืองั้นสินะ" น้ำเสียงที่ราบเรียบเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยาม "เซร่า มันใช่เรื่องของเรารึไงกันเนี่ย" ซารามันดร้าผมแดงเพลิงที่เดินตามมาข้างหลังอดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ เพราะไอ้นิสัยแบบนี้ของนางตั้งแต่โลกมนุษย์จนมาถึงที่นี่ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปสักที "เฮ้อ พวกน่ารำคาญ" ร่างสูงผิวสีน้ำผึ้งพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย "พวกเจ้าถือดียังไงมาว่าพวกข้า" หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว "ใช่ นี่มันเรื่องอะไรของพวกเจ้ากัน ทำไมต้องเข้ามาแส่ด้วย"  "ใช่ ใช่" ผู้อื่นที่อยู่ในกลุ่มต่างก็ร่วมสำทับไปในทางเดียวกัน พรึ่บ! อัคคีสีน้ำเงินที่ลุกโชนราวกับกำแพงกั้นเอาไว้ลดระดับต่ำลง และเคลื่อนที่รามเข้าไปยังพวกอสูรที่ทำตัวรังแกผู้อื่น  "อ้ากก! นี่ นี่มันอะไรกัน ร้อน" "ไฟอะไร ทำไมร้อนขนาดนี้"  อัคคีสีน้ำเงินเคลื่อนไหวไปมา ลุกลามโลมเลียราวกับกำลังล้อเล่นแต่ไม่ได้มุ่งหวังที่จะเอาชีวิตผู้ใด เพียงแค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น เพียงไม่นาน อสูรกลุ่มนั้นก็หนีหายไปไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย อัคคีสีน้ำเงินดับมอดลง คาเซร่ามองผู้ที่ถูกทำร้ายอีกครั้งและแทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง เส้นผมสีเงินยวงที่แปลกตา นางจำได้ไม่มีวันลืมถึงแม้ว่าในยามนี้ สภาพของผู้นั้นจะทรุดโทรมไปมากก็ตามที แต่ทว่าก็ยังคงความงดงามอยู่ไม่น้อย  "เซร่า เจ้านั่น" มิวที่ยืนใกล้ๆ ส่งเสียงออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง "นี่เจ้า มาลไคร์ งั้นรึ"  เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล นองเต็มพื้นที่ยืนอยู่ ร่างสูงโงนเงนไปมาเพียงไม่นานก็ล้มลงและไม่เคลื่อนไหวอีกเลย ‘ชิ! เจ้าตัวยุ่งยาก’ ดวงตาสีหม่นมองร่างของอสูรผมสีเงินยวงที่แน่นิ่งไปอย่างใช้ความคิด ท่ามกลางความมืดในยามราตรี กองไฟถูกจุดขึ้นมาเพื่อให้แสงสว่างและความอบอุ่น ร่างที่บาดเจ็บของมาลไคร์ถูกพันด้วยผ้าพันแผลที่ทำมาจากเศษผ้าเท่าที่จะหามาได้ ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดถูกเช็ดทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย คาเซร่าและมิวนั่งอยู่ข้างกองไฟ ส่วนบาร์เอลนั่งอยู่บนก้อนหินอีกจุดที่อยู่ไม่ห่างมากนัก "เซร่า ช่วยเจ้านั่นไว้ทำไมกัน เจ้าไม่เห็นตรามารที่อยู่บนหน้าของมันรึไง ผู้ทรยศ อสูรที่ถูกเจ้านายขับไล่ไม่เป็นที่ต้องการของดินแดนนี้หรอกนะ" รอยยิ้มหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้างาม สายตาทอดมองดาวบนฟ้า "มิว ข้าแค่ช่วยผู้ที่ถูกทำร้ายเท่านั้น บางที นี่อาจจะโชคชะตาก็ได้"  ‘เวลาหลายร้อยปีที่ผ่านไป ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็เจอ ส่วนผู้ที่ตามหากลับไม่เจอ’ ... ... "เซร่า เซร่า กลับไปซะ" เสียงเรียกอันคุ้นเคยที่นางไม่มีวันลืมดังอยู่ในความมืดมิด ร่างเล็กมองหาที่มาของเสียงนั้น แต่กลับมองเห็นเพียงความมืดที่อยู่รอบตัว  "เอเรียส เจ้าอยู่ที่ไหน" น้ำเสียงสั่นเครือที่ตะโกนออกไปไร้การตอบกลับ สองมือไขว่คว้าไปมาท่ามกลางความมืดหวังเพียงให้ได้สัมผัสกับร่างของผู้ที่เฝ้าตามหา "เชื่อข้า กลับไปที่โลกมนุษย์ แดนอสูรอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า"  "ข้าไปไม่ จนกว่าจะได้พบเจ้า ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น"  ความอัดอั้นที่เอ่อล้นออกมาทำให้ร่างกายราวกับไร้เรี่ยวแรง ครึ่งอสูรทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้ออกมาท่ามกลางความมืดมิด ทว่าในเวลานั้นราวกับมีอ้อมกอดที่คุ้นเคยกำลังโอบกอดนางจากทางด้านหลัง "เซร่า ข้าขอโทษที่ทิ้งเจ้าเอาไว้" สัมผัสของอ้อมกอดและน้ำเสียงอบอุ่นที่กระซิบข้างหูทำให้ร่างบางที่สั่นเทาด้วยความเศร้าชะงักค้างไปชั่วครู่ เหมือนความหวังได้ถูกจุดประกายอีกครั้ง ร่างเล็กรีบหันกลับไปได้ทางด้านหลังด้วยรอยยิ้มแต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า ... ดวงตาคู่สวยลืมขึ้นมา ภาพตรงหน้าคือดวงดาวนับล้านที่กำลังส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้ายามราตรี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คาเซร่าต้องตื่นขึ้นมาในยามดึก ความฝันที่นางสามารถพบกับผู้ที่เฝ้ารอคอยได้ แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ทำให้ต้องสะดุ้งตื่นทุกครั้งเพราะท่านผู้นั้นกลับเลือนหายทุกคราไป ‘ฝัน ข้าฝันอีกแล้วสินะ เอเรียส ข้าคิดถึงเจ้า’ "อืมมมม..." เสียงครางหายใจยาวและเสียงขยับตัวไปมาของอสูรผมสีเงินยวงทำให้คาเซร่าหลุดออกจากภวังค์ความคิด นางลุกขึ้นและปาดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะเดินเข้าดูอาการของมาลไคร์ นัยน์ตาคมมองไปรอบ ๆ ตัว และสายตาก็หยุดนิ่งกับภาพของผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชั่วครู่ ก่อนจะเบนสายตาหนีไปทางอื่น  นิ้วมือเรียวเอื้อมแตะที่หน้าผากของอสูรบาดเจ็บเบา ๆ แต่เจ้าอสูรตกอับตรงหน้ากลับพยศสะบัดหัวหนีอย่างไม่ต้องการให้แตะต้องจนนางต้องดึงมือกลับมา "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่มีความรู้สึกถึงความอาฆาตหรือเกลียดชังเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ทำให้มาลไคร์ยิ่งไม่อยากมองหน้าของนางมากขึ้นไปอีก "ช่วยข้าไว้ทำไม" เสียงของอสูรตกอับยังเต็มไปด้วยโกรธแค้นที่มีต่อคาเซร่าอย่างท่วมท้นไม่ต่างไปจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนสักนิดเดียว "เฮ้อ..." ใบหน้างามพ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ มองอสูรผมสีเงินยวงตรงหน้า "เพราะข้าไม่รู้ว่าเป็นเจ้าไง"  ‘เฮอะ! อยากให้ข้าตอบแบบนี้สินะ’ นัยน์ตาคมกริบหันกลับมาทันควัน แขนที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลพยายามยันกายลุกขึ้นมา แต่เสียงฝีเท้าที่ดังออกมาจากความมืดกลับดึงความสนใจของอสูรที่กำลังโกรธไปซะก่อน ร่างสูงใหญ่สง่างามก้าวออกมาจากเงามืดยามราตรี "ไม่ได้เจอกันนานนะ มาลไคร์" อสูรผมที่เงินยวงชะงักค้าง มองไปทางบาร์เอลด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกและหันไปทางคาเซร่า รอยยิ้มที่เยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้มาลไคร์อย่างช้า ๆ  "คาเซร่า นี่เจ้า!...อึก" เหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอทำให้มาลไคร์ไม่สามารถส่งเสียงพูดออกมาได้ คาเซร่าสังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่ก็ไม่ได้แสดงออกไปกลับทำเป็นเหมือนทุกอย่างปกติ "พวกเจ้ารู้จักกัน เพราะมีเจ้านายคนเดียวกันงั้นสินะ" คาเซร่ารอบมองปฏิกิริยาของอสูรทั้งสองและดูเหมือนว่าแววตา ของมาลไคร์ดูไม่เป็นมิตรกับบาร์เอลเอาซะเลย ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นเจ้านั่นมากกว่าที่ต้องตั้งตนรังเกียจอสูรผู้ทรยศอย่างมาลไคร์ "ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะยังอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ไม่เสียแรงที่เคยเป็นอสูรข้างกายท่านผู้นั้นจริง ๆ"  "ฮึ! นี่เจ้ากำลังชมข้าอยู่งั้นรึ" มาลไคร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชัน คาเซร่าที่นั่งอยู่ข้างๆ มองอสูรที่กำลังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่ตรงหน้า นางถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปผลักอกของอสูรบาดเจ็บที่ฝืนตัวนั่งอยู่จนหงายหลังนอนลงไปกับพื้นเหมือนเดิม "โอ๊ย! นี่เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า" เสียงก่นด่าและหน้าตาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลของมาลไคร์ทำให้ครึ่งอสูรอย่างคาเซร่ารู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อย "เบาๆ หน่อย เสียงของพวกเจ้าจะทำให้มิวตื่น เจ้านั่นยังเด็กอยู่จำเป็นต้องพักผ่อนเยอะๆ" อสูรตกอับผมสีเงินได้แต่มองตาเขียวใส่ กัดกรามแน่นก่อนจะนอนตะแคงหันไปอีกทางเพราะไม่ร่างกายที่ยังไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ ส่วนบาร์เอลที่ยืนอยู่ได้แต่แสดงสีหน้างง ๆ กับคำตอบที่พิลึกพิลั่นของนาง "ส่วนเจ้า บาร์เอลเจ้าเป็นอสูรเก่าแก่ที่อยู่มานานข้าว่าก็น่าจะพักผ่อนเยอะๆ เหมือนกัน จริงมั้ย" นัยน์ตาคู่สวยมองร่างสูงผิวเข้มด้วยแววตาที่ทะเล้นยั่วโมโห "หึ หึ หึ เป็นครึ่งอสูรที่ปากกล้าไม่เลวนี่" นัยน์ตาสี หม่นมองใบหน้าเรียวเล็กก่อนจะยิ้มที่มุมปากและหันหลังเดินจากไปในเงามืด คาเซร่าถอนหายใจอีกครั้ง นั่งกอดเข่าซบหน้าลงไปในวงแขนของตัวเอง เฝ้านึกถึงคนที่อยู่ในความฝันเพียงเพื่อให้หัวใจได้รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกครั้ง ‘เฮ้อ! ไม่อยากตื่นจากฝันเลย’ ... แสงอาทิตย์แห่งอรุณรุ่งมาเยือนอีกครั้ง อสูรตกอับที่บาดเจ็บฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ชั่วข้ามคืนมาลไคร์ก็สามารถลุกขึ้นมาและเคลื่อนไหวได้เกือบเป็นปกติ มีแค่บาดแผลบางแห่งเท่านั้นที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกสักระยะ  "อสูรอย่างพวกเจ้าก็ดีนะ หายเร็วดี" เสียงทักทายยามเช้าของคาเซร่าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นผ้าพันแผลที่ถูกแกะออกกองอยู่ที่พื้น "เจ้าเอง ตอนนี้ครึ่งหนึ่งก็เป็นอสูรไม่ใช่รึ เฮอะ!" คำพูดที่ตอบกลับทำให้คาเซร่านึกได้ว่าตัวเองก็ฟื้นตัวได้เร็วเช่นเดียวกับพวกอสูรเหมือนกัน รอยยิ้มหนึ่งจึงปรากฏขึ้นมาแทน ‘นั่นสินะ’ "เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปมาลไคร์ หนีการตามล่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ งั้นรึ" คาเซร่าเอ่ยถามขึ้นเพื่อคาดหวังอะไรบางอย่างจากอสูรผมสีเงินยวง "แล้วเจ้าล่ะ คิดจะทำอะไร ถึงได้ร่วมทางกับรา...เจ้านั่น" น้ำเสียงที่แข็งกร้าวถามกลับมา "ข้าจะไปหาเอเรียสที่แดนทางใต้ ปราสาทแห่งราตรีกาล"  "เจ้ารู้ได้ยังไงว่าแดนพำนักของท่านเอเรียสอยู่ทางใต้" คำถามของมาลไคร์ทำให้คาเซร่าฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ก่อนที่นางจะถามอะไรต่อไป พลันสายตาเหลือบไปเห็นบาร์เอลที่กำลังเดินใกล้เข้ามาใกล้ ‘คาเซร่า ครึ่งอสูรอย่างเจ้า คิดจะอะไรอยู่กันแน่นะ’ "ข้าไม่สนใจเรื่องของผู้ทรยศเช่นเจ้าหรอกนะ อยากจะทำอะไรก็เชิญ" เมื่อพูดจบคาเซร่าเดินจากไปผ่านหน้าบาร์เอลที่เดินสวนมา สายตาสองคู่ที่ประสานเข้าด้วยกันต่างเก็บซ่อนความคิดภายในใจเอาไว้อย่างแนบเนียน ‘ฮึ! ทั้งเจ้าและอสูรตกอับนั่นต่างก็เชื่อใจไม่ได้ทั้งคู่จริงๆ’ มาลไคร์และบาร์เอลยืนเผชิญหน้ากัน ใบหน้าคมเข้มเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยออกมาก่อนที่เดินจากไป "มิว ออกเดินทางกันได้แล้ว" ***

อยากอ่านต่อในเล่ม?

ซื้อเล่ม ↗

พูดคุยท้ายตอน

ความคิดเห็น (…)

ฝากความรู้สึกถึงตอนนี้ หรือชวนกันคุยได้เลย · จำนวนความคิดเห็นรวมคำตอบกลับที่แสดงอยู่

กำลังเปิดบทสนทนา…