มายาวิปลาส
บทที่ 1 กลิ่น
ปีศาจที่ถูกเลี้ยงโดยปีศาจ
จะเป็นอะไรได้นอกจาก
‘ปีศาจอีกตน’
ผมชื่อ ‘เซเวียร์’ ผมคือเงือกสมุทร ก่อนนี้ผมเคยมองเห็นแต่ตอนนี้ 'ไม่'
‘ดาเรล’ คนรักของผมขอยืมดวงตาเพื่อไปชื่นชมความงดงามเหนือผิวน้ำ
คำสัญญาคือ 100 ทิวาเขาจะกลับมายังห้วงสมุทรพร้อมคืนนัยน์ตาสองดวง
ทว่าจวบจนวันเวลาผ่านพ้นครบกำหนดกลับไร้วี่แววผู้ให้คำมั่น
ดังนั้นในคืนที่ 101 ผมจึงขึ้นสู่ผิวน้ำ เปลี่ยนหางให้กลายเป็นขาสองข้างเพื่อตามหาเขาบนแผ่นดิน
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการ
เนื้อหาในฉากใช้อาจมีการความรุนแรงในครอบครัว
รวมไปถึงฉากและการฆาตกรรมสยดสยองขวัญที่ผนวกความคิดบิดเบี้ยว
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพ หากมืดมนเกินรับได้ต้องของอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
“เซเวียร์ ข้าสัญญาจะกลับมาในราตรีที่ร้อยเพื่อคืนดวงตาแก่เจ้า”
“ข้าจะรอเจ้า...ดาเรล”
...
“อ้าาา!! อืออออ ๆ”
เสียงร้องเค้นผ่านลำคอ ไร้สำเนียงภาษาดั่งคนผิดปกติ ทั้งนัยน์ตาสองข้างยังมืดบอดไร้แสง ทำได้เพียงใช้สองมือปัดป้องสัมผัสกักขฬะน่าสะอิดสะเอียนบนเรือนกายเปล่าเปลือยที่รุมล้อมเข้ามาทุกทิศทาง ร่างสั่นเทาหวาดผวาเดินสะเปะสะปะพยายามแนบกายชิดโขดหินเพื่อคลำทางหนี ทว่าผลที่ได้กลับตรงกันข้าม นอกจากร่างกายจะถูกความคมของหินขีดข่วนจนผิวเนื้อเกิดรอยแผล ยังเข้าทางพวกเดนคนนับสิบที่อาศัยปราการธรรมชาติตามชายฝั่งหลบเร้นทำเรื่องวิปริตใต้สะดือให้พ้นจากสายตาผู้คน
“เฮ้ย! พวกแกจับมันหันหลัง นาน ๆ จะเจอของดีสักที หน้าตาผิวพรรณสวยจนผู้หญิงยังอายเลยเว้ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
หนึ่งในพวกชั่วชาติตะโกนกร้าวออกคำสั่ง ส่งกลิ่นลมหายใจชวนอ้วกสาดรดใบหู สายตาหื่นกระหายจ้องร่างเปลือยเปล่าที่ตอนนี้สองแขนถูกยึดกดหัวไหล่จนแผ่นอกแนบโขดหิน เอวบางถูกยึดจับสะโพกให้เชิดขึ้นเพื่อรอรับอารมณ์กามน่ารังเกียจ
“อ้าา ฮ้าา อือออ!!” เสียงหวาดหวั่นไร้สำเนียงพยายามร้องขอความเมตตา ทว่าพวกมันไม่รู้เรื่อง หรืออีกนัยคือพวกมันไม่สนใจ ในเมื่อมีเนื้ออ่อนนุ่มหลงทางมาป้อนให้ถึงปากแบบปอกเปลือกพร้อมกิน มีหรือจะรอดไปได้ง่าย ๆ
ปัง!
ในขณะที่เรื่องบัดซบอย่างการรุมชำเราราวสัตว์เดียรัจฉานหิวโซกำลังจะเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหว เลือดสาดกระจายเต็มปอยผมหลังท้ายทอยเจ้าของร่างเปลือยก่อนทรุดลงไปกองในเสี้ยววินาที เมื่อหัวของมันถูกยิงทะลุกะโหลกอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฉับพลันเหมือนฝูงหมาจรที่กำลังรุมกินอาหารจานเด็ดแตกฮือยอมปล่อยเหยื่อจากปาก ความหื่นกระหายรอต่อคิวก่อนหน้ากลายเป็นความหวาดผวาจนแทบไม่กล้าส่งเสียงหายใจเมื่อความตายมาเยือนคาตา
“ทะ ท่านเอิร์ล” พวกมันดวงตาเบิกโพลง หนึ่งในนั้น กลืนน้ำลายหนืดเหนียวลงคออึกใหญ่ ละล่ำละลักพูดเสียงสั่น
เมื่อเห็นร่างสูงในชุดขุนนางคุ้นตาเดินเข้ามาใกล้ ถึงไม่รู้ว่าผู้ที่สอดมือมายุ่งคือใครแต่เครื่องหมายบอกยศบนอกเสื้อและหัวไหล่ก็ทำให้รู้ได้ว่าเป็นขุนนางชั้นสูง ซึ่งการถูกขุนนางจับได้ว่ากระทำเรื่องชั่วอย่างการข่มขืนชำเราบนแผ่นดินฟรีเซียร์ โทษที่ได้คือประหารด้วยการแขวนคอ
“พวกเศษเดน!” เนื้อเสียงกร้าวสบถคำ นัยน์ตาคมเคลื่อนมองพวกเดียรัจฉานในร่างคนทีละตัว ก่อนเจ้าของยศ ‘เอเลน มอร์เรล’ เอิร์ล แห่งตระกูลและคฤหาสน์มอร์เรลจะชี้ปลายกระบอกปืนไปข้างหน้าเพื่อเปิดทางเดินเข้าไปหาผู้ถูกทำร้าย
ร่างสูงถอดผ้าคลุมไหล่ของตน โน้มกายลงเพื่อห่มมันลงบนร่างเปลือยเปล่าที่ตอนนี้ทรุดกายคุดคู้ตัวสั่นเทา ยกแขนป้องหัวซุกหน้าลงกลางเข่าราวกับต้องการตัดขาดตัวเองออกจากโลกทั้งใบ
ทว่าความตื่นกลัวของคนที่อยู่ใต้ผ้าคลุมไหล่กลับมีมากเสียจนไม่แยกแยะว่าใครมิตรใครศัตรู ทันทีที่สัมผัสแปลกปลอมต้องกายอีกครั้งก็คว้าลำแขนของเอเลนเอาไว้แน่นก่อนฝังเขี้ยวกัดลงไปเต็มแรงจนเลือดซึม
“อึก!”
ความเจ็บแล่นแปลบ จนเอเลนสะดุ้งเฮือก ทว่ากลับไม่ออกแรงสะบัดปากเล็ก ๆ นั่นออก แต่กลับปล่อยให้ตัวเองถูกกัดไปอย่างนั้น รอจนคนใต้ผ้าคลุมคลายความหวาดกลัวค่อย ๆ เปิดไรฟันออกมา ก่อนหมดสติซบคาอกไปทั้งแทบนั้น ขณะที่สายตาของเขายังคงจับจ้องพร้อมกับมืออีกข้างที่ยังคงเล็งปากกระบอกปืน เฝ้าระวังไอ้พวกหมาจรฝูงใหญ่ที่รายล้อมอยู่ตรงหน้า
“อะ เอาไงดีวะ”
“เอาไงล่ะ ฆ่าทิ้งแม่งทั้งคู่นั่นแหละ เป็นเอิร์ลแล้วไงวะ พวกเรามีกันตั้งหลายคน”
“ตะ แต่...”
“แต่อะไรอีกวะ ถ้าถูกจับได้ก็มีแค่ตาย ถ้าฆ่ามันทิ้ง เรื่องพวกนี้ไม่มีใครรู้ เราก็รอด”
แผนชั่วไร้สำนึกดังเข้าหู ทว่าเอเลนกลับกรีดยิ้มไร้ความกลัว สายตาวิปลาสไล่นับจำนวนคนที่กำลังจะกลายเป็นศพด้วยวิธีตายแบบต่าง ๆ เท่าที่จะจินตนาการได้ในหัว ก่อนส่งประโยคท้าทายออกมาจากปาก
“ฮึ! ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ”
สิ้นคำ ไอ้พวกเดนมนุษย์ดึงมีดสั้นข้างเอวที่พกติดตัวมาใช้เป็นอาวุธ จากนั้นก็ทำเยี่ยงฝูงหมาจรที่ขับไล่ผู้รุกถิ่น ต่างกันแค่ไม่ส่งเสียงขู่กรรโชก
สายตามุ่งร้ายทุกคู่จ้องไปทางเอเลนเดียวกันอย่างรู้ความหมายโดยไม่ต้องพูด ก่อนหนึ่งในพวกมันจะเงื้อมีดขึ้นสูงเตรียมพุ่งไปสังหารผู้ที่เป็นถึงเอิร์นแห่งตระกูลมอร์เรลเพื่อปกปิดความผิดทั้งหมด
ปัง! ปัง! ปัง!
ทว่ายังไม่ทันเข้าถึงตัว กระสุนสามนัดดับชีวิตเดนมนุษย์ร่วงหล่นจมผืนทราย ตามมาด้วยกองกำลังที่เข้าควบคุมสถานการณ์ ภายใต้การนำของเลออน ข้ารับใช้คนสนิท ผู้เป็นบัตเลอร์แห่งคฤหาสน์มอร์เรล
“คุณเอเลน!! ขออภัยที่มาช้า บาดเจ็บหรือไม่ขอรับ” เลออนคุกเข่าลงข้างตัวผู้เป็นเจ้านาย ไล่สายตาสำรวจความเสียหายบนร่างกาย กระทั่งมองไปที่ลำแขน
ไม่ได้บาดเจ็บจากอาวุธแต่เป็น ‘รอยฟันกัด’
“เจ้าพวกนี้ให้กระผมส่งทางการเลยหรือไม่ขอรับ”
“สัตว์เลี้ยงของฉันไม่ได้กินมานานแค่ไหนแล้ว”
“ตามนั้นขอรับท่านเอิร์ล” เลออนคลี่ยิ้ม รับคำในประโยคชวนพิศวง ก่อนเคลื่อนสายตาไปยังร่างเปลือยใต้ผ้าคลุมอย่างสงสัย
“ส่งคนคนนั้นให้กระผมเถิดขอรับ เดี๋ยวผม_”
“ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง”
“...?” เลออนชะงักนิ่ง มือที่กำลังยื่นออกไปลอยค้างในอากาศ ขณะที่มองร่างสูงสอดมือช้อนใต้สะโพก ยกตัวคนแปลกหน้าที่หมดสติคาอกขึ้นพาดบ่าด้วยแขนข้างเดียวราวกับอุ้มเด็กเล็ก พากลับไปที่คฤหาสน์ด้วยตัวเอง
...
คฤหาสน์มอร์เรล ที่ห้องรับรอง
“ฟันคมน่าดูเลยนะครับ แผลลึกเชียว”
เลออนประคองลำแขนแกร่งที่ถูกกัดจมเขี้ยวเบามือ ถึงไม่ชอบใจแต่ใบหน้ากลับยิ้มพราว ซ้ำสายตาที่สาดมองยังแทรกความพึงใจราวกำลังชื่นชมงานศิลปะชิ้นงาม ในขณะที่เจ้าของลำแขนยกเท้าไหว่ห้างเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้บุนวมหนานุ่มปล่อยให้อีกฝ่ายทำแผล
“เจ็บมั้ยขอรับ”
“...”
เมื่อความเงียบถูกส่งแทนคำตอบ พร้อมนัยน์ตาคมที่เคลื่อนมองลงมา เลออนที่นั่งชันเข่าอยู่ข้าง ๆ จึงจรดริมฝีปากจูบลงบนรอยแผล บรรจงแตะเรียวลิ้นชิมรสเลือดอุ่นร้อนที่ยังซึมออกมาจาง ๆ กลืนลงลำคอ ก่อนกัดซ้ำลงไปอย่างแรงด้วยความตั้งใจ ราวต้องการล้างรอยคมเขี้ยวแรกจนเจ้าของลำแขนกำมือแน่น ทว่ากลับไม่ชักหนี
เลออนช้อนสายตาสบมองผู้เป็นเจ้านาย ขณะที่ย้ำคมเขี้ยว ลงแรงเพิ่มขึ้นไม่ยอมปล่อย กระทั่งเลือดใหม่ไหลเปรอะชื้นขอบปาก จึงยอมละคลายคมฟันออก ก่อนตวัดปลายลิ้นเลียเก็บรสชาติของเหลวอุ่นร้อนตามขอบปากกลืนลงคอไปอีกรอบ
“โรคจิต!”
“ตามนั้นขอรับ_เจ้านาย”
ตึก ๆ ตึกๆ ตึก ๆ
ขณะที่พฤติกรรมแสนประหลาดกำลังดำเนินไป เสียงเอะอะโวยวายภายนอกห้องรับรองก็ดึงความสนใจ เจ้าบ้านแห่งคฤหาสน์มอร์เรลจึงผละลุกจากเก้าอี้ไปดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ภาพที่เห็นก็คือชายแปลกหน้าเคราะห์ร้ายที่เขาพากลับมาด้วย สวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยตั้งแต่หัวจรดเท้ากำลังวิ่งหนีหน้าตาตื่นทั้งที่ตาก็มองไม่เห็น ซึ่งแน่นอนพวกที่วิ่งตามมาก็คือคนรับใช้ในคฤหาสน์ที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลนั่นเอง
“เร็ว! รีบจับไว้เร็วเข้า”
“ทางนั้น ไปทางนั้นแล้ว”
ตุบ!
ทันทีที่เจ้าของดวงตาไร้แสงวิ่งชนผู้เป็นเจ้าคฤหาสน์ เสียงหายใจหอบเหนื่อยก็หยุดชะงัก ร่างกายที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสคุ้นเคยก่อนหน้าก็โผกอดร่างสูงไว้แน่น ใบหน้ามนเอียงหูฟังเสียง จมูกซุกไซ้แผ่นอกแกร่งดมกลิ่นเพื่อยืนยันสัมผัสของตน
‘ฟังเสียง ดมกลิ่น! เป็นหมารึไงเจ้านี่’
นัยน์ตาคมกดมองคนในอก พลางยกมือเป็นส่งสัญญาณให้พวกคนรับใช้ที่ไล่ล่าหยุดส่งเสียงก่อนสังเกตต่อ
“อะ เอ_เล”
วินาทีต่อมาเนื้อเสียงหวาดผวาสั่นเครือลอดผ่านริมฝีปาก เอเลนขมวดคิ้วสงสัย เขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่เสียงไร้สำเนียงที่ลอดผ่านลำคอของคนใบ้ แต่กำลังพยายามพูดชื่อของเขา ‘เอเลน’
“ท่านเอเลนระวังนะขอรับ” ก้านนิ้วเรียวยกขึ้นตรงหน้าเป็นสัญญาณให้คนรับใช้เงียบเสียงอีกครั้ง อึดใจต่อมาใบหน้าคมก็เผยรอยยิ้ม นัยน์ตาฉายแววคล้ายพบของถูกใจ ก่อนกระชับร่างสั่นเทาตรงหน้าไว้ในอ้อมแขนและออกคำสั่งอีกครั้ง
“ออกไปให้หมด ที่เหลือฉันจัดการเอง”
สิ้นคำสั่ง ร่างสูงโน้มตัวรวบใต้ต้นขาคนตัวสั่นขึ้นมาอุ้มไว้ในแขน แล้วกดศีรษะเล็กให้ซบลงบนบ่าตน ทว่าคำสั่งนั้นมิได้หมายเพียงคนรับใช้ทั้งหมดที่อยู่ในที่นั้น แต่รวมไปถึงเลออนผู้ที่มีสถานะพิเศษด้วยเช่นกัน ดังนั้นสายตากร้าวจึงปราดมองไปด้านหลังก่อนย้ำคำสั่งอีกครั้ง
“นายด้วยเลออน”
“...!! ขอรับท่านเอเลน”
‘ครั้งที่สอง...’
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวตามชะงักค้าง ก่อนเลออนโน้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อรับคำด้วยน้ำเสียงปกติ ขณะที่ในหัวนับจำนวนที่ตนถูกคนตรงหน้าปฏิเสธถึงสองครั้งภายในวันเดียว
อันที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด เวลาที่คนตรงหน้ามีอารมณ์สุนทรีหรือสนใจสิ่งใหม่ แต่คราวนี้สัญชาตญาณในอกมันบอกว่าสัตว์เลี้ยงตัวใหม่มัน ‘พิเศษ’ กว่าตัวอื่น
...
เอเลนพาชายไร้ดวงตามายังห้องนอนของตน ทันทีที่วางลงบนเตียงคนนุ่ม คนที่ว่าเมื่อไร้สัมผัสและอ้อมแขนที่กำลังพึ่งพิงก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นมาทันที ถอยกายถอยหนีจนแผ่นหลังชิดกำแพง ท่าทีหวาดระแวงก่อนเอียงคอเงี่ยหูฟังสรรพเสียงรอบตัว พร้อมจมูกเล็ก ๆ ที่เริ่มฟุดฟิด สูดดมกลิ่นอายผู้เป็นเจ้าของห้องที่อบอวลอยู่รอบตัว กระทั่งรู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกปลอมเพียงอย่างเดียวบนร่างกายตัวเอง ‘เสื้อผ้า’
เสื้อผ้าที่บรรดาคนรับใช้พยายามใส่ให้ก่อนหน้านี้ไม่มีกลิ่นของเอเลน มือไม้ที่อยู่นิ่งก็เริ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าหลุดลุ่ยออกอีกครั้งราวกับเป็นของที่น่ารังเกียจ
เอเลนที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ สังเกตพฤติกรรมประหลาดเหมือนสัตว์ป่าหลงฝูง ก่อนหยิบผ้าคลุมไหล่ของตนที่พาดไว้บนฉากกั้นโยนใส่เพื่อลดความตื่นตระหนก ทันทีที่ได้รับสัมผัสและกลิ่นอายคุ้นเคย มือเรียวยาวก็คว้าผ้าคลุมมากระชับกาย นั่งคู้ตัวเก็บมือเก็บเท้าจนเหลือแค่ส่วนหัวที่โผล่ออกมา
ตึก ตึก ตึก ตึก
คนบนเตียงเอียงหูฟังเสียงฝีเท้าแน่นหนักที่เดินไปเดินมา ก่อนรู้สึกถึงน้ำหนักที่ยวบไหวบนเตียงและผ้าคลุมที่กำลังถูกดึงออกจากตัว ความตื่นตระหนกเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง รีบดึงรั้งรวบผ้ามากอดเอาไว้แน่น
วินาทีนั้นเอเลนคว้าจับรวบมืออีกฝ่ายเอาไว้ แล้วนำมาวางประทับบนกลางหน้าอกของตนเพื่อสื่อภาษากาย
“เอเลน เอ_เลน” เนื้อเสียงหนักพูดชัดถ้อยชัดคำ กระชับมือบางแน่นขึ้น พลางสังเกตอากัปกิริยาอีกฝ่าย
“เอ เล...”
สายตาคมเห็นใบหน้ามนเอียงคอเงี่ยหูฟังเสียง ริมฝีปากขยับเล็กน้อยพยายามเลียนแบบคำพูด จึงนำฝ่ามือที่ประทับกลางหน้าอกเลื่อนมาสัมผัสตามกรอบหน้าตนเพื่อให้จดจำรูปลักษณ์ ก่อนพูดอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อีกฝ่ายเริ่มพูดตาม
“เอเลน...”
“เอ_เลน”
“เก่งมาก” เอเลนคลี่ยิ้ม พลางเอ่ยชมราวอีกฝ่ายเป็นสัตว์ตัวเล็กสัตว์น้อย จากนั้นนำมือเรียวเล็กที่จับค้างบนกรอบหน้าตนไปประทับลงบนกลางอกเจ้าของก่อนป้อนคำถามช้าๆ ชัด ๆ ทีละคำ
“นาย ชื่อ อะไร”
“เซ...เวียร์”
เป็นดั่งที่เอเลนคาดคิด คนตรงหน้าถึงจะดวงตามืดบอดมองไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้หูหนวกเป็นใบ้ แค่ไม่เข้าใจวิธีสื่อสารปกติก็เท่านั้น
อึดใจต่อมา เอเลนดึงผ้าคลุมไหล่ที่คนบนเตียงพยายามรวบไว้ออก ตามมาเสื้อผ้าหลุดลุ่ยขาดวิ่นบนตัวที่ถูกถอดทีละชิ้นจนหมดเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดของตัวเองให้อีกฝ่ายสวมใส่ ซึ่งคนมองไม่เห็นยอมถูกจับดัดแขนขาแต่โดยดี เพียงเพราะกลิ่นกายของเจ้าของที่หอมอบอวลติดจมูกตามเนื้อผ้า
ไม่นานเมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย เอเลนลุกจากเตียง โน้มตัวยื่นมือวางประทับบนกลุ่มผมกลางศีรษะอีกฝ่าย ก่อนคลี่ยิ้ม เอ่ยชมอย่างพอใจ
“เก่งมาก เด็กดี”
...
..
ณ อีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์มอร์เรล กลางดึกสงัดหลังบานประตูภายในห้องเก็บงานศิลปะ ด้านในเต็มไปด้วยของตกแต่งทั้งภาพเขียนและประติมากรรมงานปั้นเสมือนจริงต่าง ๆ ทุกชิ้นล้วนสวยงามถูกสร้างสรรค์อย่างประณีตราวมีชีวิตและจิตวิญญาณโดยเจ้าบ้านของคฤหาสน์
ขณะที่ด้านบนเป็นดั่งคลังเก็บสมบัติ ลึกลงไปใต้พื้นกลับเป็นห้องใต้ดินที่ซุกซ่อนความลับดำมืดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านรกในขุมไหน ๆ
บนลูกกรงเหล็กที่ผูกโยงเหนือบึงน้ำ พวกเดนคนนับสิบที่โดนจับมาก่อนหน้าส่งเสียงร้องดังระงม ทั้งโอดครวญและอ้อนวอนขอความเมตตา พวกมันถูกจับมัดแขนขาหมดทางหนี เนื้อตัวถูกกรีดจนเลือดไหลโทรมกายหยดผ่านกรงเหล็กลงไปในบ่อน้ำด้านล่าง ทุกครั้งที่ของเหลวคาวคลุ้งหยดลงไปในบึง ผิวน้ำเขียวขุ่นก็กระเพื่อมไหวด้วยตัวอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวแหวกว่ายวนไปมาเป็นเงาดำทมึนอยู่ด้านล่าง คล้ายกำลังรอรับอาหารจากด้านบนส่งถึงปาก
“มะ ไม่ ม่ายย ทะ ท่าน ท่านปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราผิดไปแล้ว!!”
“หึ หึ หึ”
เสียงวิงวอนดังระงมแต่ไร้ผล เลออนกรีดยิ้มส่งเสียงหัวเราะลอดผ่านลำคอ นัยน์ตามองคมมีดวาววับอาบสีเลือดในมือ ราวกำลังชื่นชมอุปกรณ์ชั้นดีที่ใช้สร้างศิลปะก่อนเคลื่อนสายตากลับไปยังพวกเดนคน
“สายไปแล้ว สัตว์เลี้ยงของคุณเอเลนกำลังหิว ถือซะว่าเป็นการทำประโยชน์ครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน”
คลึก!
ซูม!!
ฉับพลันหลังสิ้นประโยค สลักพื้นกรงถูกเปิดด้วยกลไกบนผนัง พวกเดนคนร่วงหล่นลงไปในบึงจนผิวน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง
“อ้ากก!! ช่วยด้วยยย!!”
ยังไม่ทันที่พวกมันจะตะเกียกตะกายว่ายหนี เสียงร้องกรีดร้องด้วยกลัวและความเจ็บปวดก็ดังระงม เมื่อความสยดสยองพลันเกิดขึ้นตรงหน้า
สัตว์ร้ายใต้น้ำที่เหนือความเข้าใจเกินกว่าที่มนุษย์คนใดเคยพบเห็น ด้วยมันคล้ายคนแต่ไม่ใช่ เพราะร่างกายส่วนล่างที่เป็นครีบหาง มีกรงเล็บแหลมยาวและง่ามนิ้วมือที่เป็นพังผืด
มันเข้าจู่โจมฉีกกระชากแขนขา ดึงทึ้งเนื้อหนัง ลากหัวใจและอวัยวะภายในพวกมันออกมากัดกินทั้งเป็นอย่างหิวกระหาย
เสียงผิวน้ำแตกกระเซ็นเคล้าเสียงร้องแห่งความทรมาน เลือดสด ๆ ไหลรินกระจายตัวทั่วบึงน้ำ
พวกมันบางคนโชคดีถูกกระชากอวัยวะแทนแขนขาทำให้ตายทันที แต่บางไม่ ต้องตะเกียกตะกายว่ายหนีทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางรอด
อยากตายแต่ก็ตายไม่ได้ง่าย ๆ จนกว่าร่างที่ถูกกัดกินทั้งเป็นจะบาดเจ็บมากพอหรือไม่ก็เสียเลือดมากจนตาย
“อ้ากก!! ช่วยด้วย...”
“ฮืม ฮื้มม..”
อึดใจต่อมาท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงฮัมเพลงดังขึ้น เลออนหยิบไวโอลินสีมะฮอกกานีที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นประทับบนไหล่แล้วบรรเลงอย่างเชื่องช้า
‘แด่คุณเอเลน เจ้านายของผม...’
***
