ความฝันของผม 'คือเธอ'
บทที่ 2 หัวขโมย
หลายวันก่อนหน้านั้น
โครม!
วัตถุบางอย่างที่ส่องแสงเจิดจ้าปรากฏเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างไร้ที่มา มันพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงมาที่โลกด้วยความเร็วสูง ทว่าเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่มันจะพุ่งลงมาโม่งโลก เจ้าวัตถุประหลาดที่ว่านั่นก็หายวับไปจากท้องฟ้าก่อนจะเกิดเสียงกระแทกบนพื้นดินคล้ายโซนิกบูม จนเกิดกระแสไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างรอบทิศทางมากกว่าห้ากิโลเมตร
ทว่านอกจากแสงสว่างวาบที่ปรากฏเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะดับวูบลง สถานที่นั้นไม่มีร่องรอลความเสียหายใดๆ ให้เห็น นอกจากสิ่งมีชีวิตประหลาดเปล่งแสงสีฟ้าที่ดูเหมือนว่าจะกลิ้งออกมาจากอะไรสักอย่างก่อนที่แสงของมันจะจางหายไปและกลายสภาพเป็นร่างที่เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมาจากพื้นดิน
เสียงหายใจแรกของตนเองที่เจ้าสิ่งมีชีวิตนี้ได้ยิน ทำให้ยกมือทั้งสองข้างของตนขึ้นมาดูก่อนที่จะเริ่มมองไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตนเองและกวาดสายตาไปยังบริเวณรอบๆ อย่างประหลาดใจ
เมื่อเจ้าสิ่งมีชีวิตนอกโลกแบมือออก วัตถุสีเงินที่คล้ายนาฬิกาพกโบราณที่มีสายสีเงินวาวสำหรับคล้องคอห้อยก็ปรากฏขึ้นมา ด้านในของมันมีประกอบด้วยฟันเฟืองและเข็มนาฬิกาหลายอันที่ดูเหมือนจะทับซ้อนกันไปมาอยู่บนกาแล็กซีหรือท้องฟ้ายามราตรีขนาดจิ๋ว กำลังหมุนวนรอบหน้าปัดคล้ายกับเข็มทิศที่เสีย จับทิศทางอะไรไม่ได้อย่างไงอย่างงั้น
'ไม่ใช่เวลานี้!' ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้เจ้าสิ่งมีชีวิตนอกโลกเขย่านาฬิกาพกที่อยู่ในมือไปมาและมองดูมันอีกครั้ง ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เข็มนาฬิกาด้านในยังหมุนวนจนไม่หยุด แต่ภาพติดตาของหายนะที่เกิดขึ้นบนดาวอาร์คทอเรียนทำให้มันต้องฝืนกดกลไกบนเครื่องเทเลพอร์ตเพื่อไปในวันพิพากษาโลกและหยุดการทำล้างเอาไว้ให้ได้
และแล้วก็เกิดแสงสว่างวาบออกมาจากนาฬิกาพกโบราณในมืออีกครั้ง ก่อนที่สิ่งที่มีชีวิตนอกโลกที่บัดนี้มันดูเหมือนกับมนุษย์ทุกประการและหายวับไปอีกครั้ง
...
หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่ได้เจอวันเจ้ากระต่ายที่มาจาก Wonderland อีกเลย ด้วยความสงสัย ฉันก็เลยไล่ถามไปทีละแผนกว่ามีใครรู้จักหรือเคยเห็นผู้ชายที่มีตาสีฟ้ากับผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนขนกระต่ายที่วิ่งเข้ามาในบริษัทคนนั้นบ้าง แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นผู้ชายคนนั้นแม้แต่คนเดียว กระทั่งคนที่อยู่ในลิฟต์วันนั้นก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกจากฉันที่อยู่ๆ ก็วิ่งหายไปซะอย่างนั้น นอกนั้นพวกเขาก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย
'บ้า! ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ' ฉันคิดแบบนั้น แต่เพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น ฉันก็เลยไปขอดูกล้องวงจรปิดจากห้องควบคุมด้วยการติดสินบนเป็นเซตข้างกล่องชุดใหญ่ แต่รู้มั้ย อะไรที่มันบ้ามากกว่านั้น ใช่! ในกล้องไม่มีภาพของผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่เงา และก็เป็นอย่างที่คนในลิฟต์พูดจริงๆ ว่ามีแค่ฉันที่ทำท่าทางแปลกๆ แล้ววิ่งออกไปทางประตูหนีไฟอย่างกับคนบ้า และสุดท้ายฉันเสียค่าอาหารเซตใหญ่ราคาแพงไปฟรีๆ โดยที่ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง
'นี่หรือว่าฉันเป็นบ้าไปแล้วกันแน่นะ!'
ในระหว่างที่กำลังนั่งแกล้งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งที่ในหัวไม่ได้คิดเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย เสียงซุบซิบของพนักงานสาวสองคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างก็ทำให้ฉันพลอยต้องเงี่ยหูฟังไปด้วยอย่างไม่ตั้งใจ ไม่ใช่เพราะฉันชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านหรอกนะ แต่เป็นเพราะพวกเธอต่างหากที่มาพูดอยู่ใกล้ๆ หูของฉันน่ะ
"เธอ!! ขนมของฉันหายไปอีกแล้ว คราวนี้เป็นชูครีมที่ซื้อมาจากร้านดังเชียวนะ ฉันรอคิวตั้งนาน"
"เอ๋! เมื่อวานกับเมื่อวันก่อนเค้กสตรอเบอรี่ของอาคิระกับหัวหน้าซาโต้ก็หายเหมือนกัน หัวหน้าโมโหมากเลยนะ แถมยังด่าว่าคนเอาไปไม่มีมารยาทอีก แบบนี้เรียกว่าขโมยชัดๆ เลย"
"ห่ะ! แล้วหัวหน้าซาโต้รู้เหรอว่าใครเอาไป ถึงได้กล้าพูดแบบนั้น!"
"แหมม! ก็ต้องไม่รู้ซิเธอ แค่ด่ากราดน่ะ แต่ฉันได้ยินว่าหัวหน้าสงสัยคาซามะแหละ"
"เจ้าอ้วนบุไซคุนั่นน่ะเหรอ!" (บุไซคุ แปลว่า ขี้เหร่ น่ารังเกียจ)
"ก็ใช่น่ะซิ เจ้านั่นทั้งอ้วนอัปลักษณ์ ทั้งขี้เหร่ ถ้าเจ้านั่นจะขโมยของกินมันก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ"
ใช่ๆ นั่นแหละ ฉันไม่ได้อะไรนอกจากเรื่องประหลาดของขนมหวานภายในสำนักงานที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย
พอได้ยินมาถึงตรงนี้ ความสงบของฉันก็เริ่มถูกทำลายเพราะคำพูดสกปรกของยัยปากนรกสองคนนั่นจนแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะฉันเกลียดพวกที่เหยียดคนอื่นอย่างไร้เหตุผลที่สุดยังไงล่ะ แต่เสียงของมิยาคาวา เรย์ ก็ดึงสติของฉันกลับมาซะก่อน ซึ่งมันก็ทำให้ยัยสองคนนั่นหุบปากลงได้เหมือนกัน ด้วยสายตานิ่งเรียบที่มองอย่างปรามๆ ของเรย์ที่กำลังเดินตรงมา
"อ้าว! ซึกิ เปลี่ยนสไตล์แต่งตัวเหรอ ดูเท่ดีนะ" เรย์ เอ่ยทักขึ้นมาเมื่อเห็นฉันในชุดทำงานแบบกางเกงวอร์มและรองเท้าผ้าใบที่ดูเหมือนกำลังจะไปวิ่ง แทนที่จะเป็นกระโปรงกับรองเท้าส้นสูงเหมือนอย่างทุกวัน
เรย์คือเพื่อนสนิทนิสัยดีที่คอยช่วยเหลือดูแลฉันเสมอตั้งแต่ที่เราเจอกันครั้งแรก จนใครๆ ก็คิดว่าเขากำลังตามจีบฉันอยู่ แต่อันที่จริงมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก เพราะเรย์คือคนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้าเดียวกันกับฉันต่างหาก แต่โชคดีกว่าตรงที่ว่าเขาถูกอุปการะจากครอบครัวหนึ่ง ส่วนฉันต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองออกมาจากที่นั่นและมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้ กระทั่งวันที่ฉันได้เข้ามาทำงานที่นี่และได้เจอกับเรย์อีกครั้งในฐานะหัวหน้าฝ่ายขายของบริษัทโฆษณา แต่ที่สำคัญกว่านั้นครอบครัวอุปถัมภ์ของเรย์ยังเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ให้กับบริษัทโฆษณาที่นี่ด้วยนี่ซิ ก็เลยทำให้คนอื่นๆ ต้องพลอยเกรงใจเขาไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
"เหอะ! นายไม่คิดว่าฉันเพี้ยนเหรอ" ฉันแกล้งถามไปอย่างงั้นเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่า เรย์ไม่เคยมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนคนอื่น อย่างน้อยก็ยัยสองคนนั่นที่ยังนั่งอยู่ข้างๆ นั่นแหละและกำลังใช้หางตามองจิกมาทางฉันพร้อมรอยยิ้มแบบเหยียดๆ เพราะพวกเธอก็ชอบเรียกฉันว่า'ยัยเพี้ยน' เหมือนกันยังไงล่ะ
"ถ้าเธอเพี้ยน ฉันก็ว่าโลกนี้ก็คงไม่มีอะไรที่ปกติอีกแล้วล่ะ"
"ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ งั้นเหรอ!" ฉันหัวเราะเบาๆ ให้กับคำพูดของเรย์แต่ก็ยังไม่ลืมมองค้อนไปที่ยัยแม่มดสองคนนั้นอย่างผู้ชนะ จนพวกเธอทนไม่ได้ต้องชวนกันลุกหนีออกไปก่อน
อันที่จริงฉันคิดว่าเรย์ต่างหากที่เพี้ยนมากกว่าฉัน ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะเขาไม่เคยคิดว่าฉันแปลกเลยน่ะสิ ทั้งๆ ที่ทุกคนมองฉันแบบนั้น แต่สำหรับฉัน นั่นก็เป็นในแง่มุมที่ไม่ปกติของเรย์นะ ส่วนแง่มุมที่ปกติก็คือ นิสัยของเรย์ไม่เคยตัดสินใครหรืออะไรเพียงเพราะสิ่งนั้นแตกต่างเลยสักครั้ง เขาคิดว่าความแตกต่างทำให้โลกใบนี้สวยงาม เต็มไปด้วยสีสันแห่งความอัศจรรย์ แต่รู้อะไรมั้ย พระเจ้าน่ะ ไม่ได้ชอบคนแบบนี้หรอกนะ ยิ่งเรย์ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีพวกคนขี้อิจฉาแอบหมั่นไส้มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะไอ้เจ้าซาโต้หัวหน้าแผนกฝ่ายตีพิมพ์หัวโบราณนั่น ที่มักจะชอบหาเรื่องเขม่นเขาอยู่เสมอ
"ได้เวลาพักแล้ว ไปกินข้าวกันดีกว่า"
"อืม! ไปซิ" ฉันตอบรับคำชวนของเรย์ แต่ในขณะที่กำลังจะเดินออกไป สำนักงานที่ควรจะว่างเปล่าเพราะเป็นเวลาพักทานข้าว แต่ในมุมหนึ่งภายในสำนักงาน ที่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ในมุมอับสายตาจนดูเหมือนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงไปแล้วด้วยซ้ำ ฉันก็สังเกตเห็น คาซามะ คิโรชิ หรือ 'เจ้าอ้วนบุไซคุ' ที่ใครๆ ชอบเรียกลับหลังเขากันนั่นแหละ
ในเวลาพักแบบอันแสนสั้นที่มีแค่ชั่วโมงเดียว แต่คาซามะกลับยังนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงานคนเดียว จนดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามกลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังไปจริงๆ อย่างนั้นแหละ และแน่นอนฉันคิดว่าคงเป็นเพราะข่าวลือเสียหายที่พูดต่อกันไปเรื่อยแน่ๆ ฉันหยุดยืน มองไปที่คาซามะ ได้แต่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้งกัน
อันที่จริง คาซามะ คิโรชิ ไม่ใช่คนที่มีพิษมีภัยกับใครเลย ตรงกันข้ามเขากลับมีน้ำใจและชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ถ้าในภาษาสุภาพละก็นะ แต่สำหรับฉันมันคือการยอมเป็นเบ๊ให้คนอื่นเรียกใช้อย่างเต็มใจต่างหาก เพราะคาซามะเป็นที่ค่อนข้างตัวใหญ่ อืม พูดตรงๆ ก็อ้วนนั่นแหละ แถมยังผิวคล้ำ หน้าเต็มไปด้วยสิวอุดตันแถมยังมันเยิ้มทั้งวันอีกต่างหาก ทำอะไรก็เชื่องช้ากว่าคนอื่นถึงแม้ว่างานที่ได้จะมีคุณภาพก็เหอะ และเพราะแบบนั้น คาซามะก็เลยถูกคนอื่นพูดจากระแนะกระแหนอยู่บ่อยๆ นานวันคำพูดพวกนั้นก็กลายเป็นความเคยชินและเป็นเรื่องสนุกปากที่ได้นินทาลับหลัง แต่สำหรับคาซามะแล้วมันทำให้เขาหมดความมั่นใจลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นปมด้อยอย่างช่วยไม่ได้ พอมีเรื่องอะไรไม่ดี เขาก็มักจะตกเป็นเป้าก่อนคนอื่นเสมอ และครั้งนี้ก็เหมือนกัน
เรย์ที่หยุดยืนรออยู่ข้าง เขาไม่พูดอะไร แค่หันมายิ้มให้ฉันและแตะมือลงบนไหล่ของอย่างเข้าใจ ก่อนที่ฉันจะเดินเข้าไปหาคาซามะและชวนเขาไปกินข้าวที่ร้านอาหารชั้นบนพร้อมกัน ในวินาทีที่คาซามะได้ยินคำชวนของฉัน สายตาที่เขามองกลับมาพร้อมรอยยิ้มอย่างดีใจนั้น มันเหมือนกับว่าฉันคือแสงของดวงอาทิตย์ในวันฝนตกอย่างไงอย่างงั้น
"ขอบคุณนะ ฮิราโนะ" ฉันยิ้มรับให้กับคำขอบคุณและจากนั้น ฉันกับเรย์ก็พาคาซามะไปทานข้าวที่ร้านอาหารชั้นบนพร้อมกัน
...
เพียงเวลาไม่นาน อาหารที่สั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะตักมันเข้าปากก็สังเกตได้ว่าคาซามะเริ่มมีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ที่เข้ามานั่งในร้านได้ไม่นาน
"คาซามะ ทานสิ เดี๋ยวอาหารก็เย็นหมดหรอก" ฉันเรียกคาซามะที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมช้อนขึ้นมาสักที
"ซึกิ!" เรียกของเรย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เรียกฉัน แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ ซึ่งมันทำให้เริ่มสังเกตบรรยากาศรอบๆ ตัวขึ้นมาทันที
"เธอๆ นั่นเจ้าอ้วนบุไซคุ ที่เขาว่าเป็นหัวขโมยของหวานไง"
"อี้! หน้าตาขี้เหร่ไม่พอแถมนิสัยยังแย่ด้วยเนอะ"
เสียงนินทาที่ไร้มารยาท อย่างตั้งใจให้ได้ยินและสายตาหลายคู่ที่มองมา ทำให้ฉันวางช้อนในมือลงทันทีพร้อมกับสายตาที่กวาดมองไปรอบๆ ท่าทางของคนพวกนั้น พวกที่ภายนอกแต่งตัวดี หน้าตาก็ดีการศึกษาก็อยู่ในมาตรฐาน แต่สำหรับฉันสิ่งที่เห็นมันกลับเหมือนเปลือกที่ห่อหุ้มแสงสีดำเอาไว้มากกว่า ในขณะที่คาซามะที่ใครๆ เรียกเขาว่า 'บุไซคุ' ฉันกลับรู้สึกได้ถึงแสงสว่างที่ส่องอยู่ภายในตัวของเขา
ปัง!
ในที่สุดเมื่อความอดทนหมดลง ฉันจึงลุกขึ้นและตบมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ จนเสียงนินทารอบๆ เงียบสนิท ก่อนที่จะหันไปมองคนพวกนั้นทีละคนแบบตาต่อตา และใช่พวกนั้นหลบไม่กล้าสบฉันสักคน แต่ไม่ใช่เพราะพวกนั้นกลัวฉันหรอกนะ แต่เป็น เพราะเรย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ และกำลังตักอาหารเข้าปากราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอยู่ต่างหากที่ทำให้พวกนั้นไม่กล้าเอาเรื่องฉัน
"ซึกิ คาซามะ กินข้าวเถอะ"
เรย์เรียกฉันเพื่อดึงสติ แต่สายตาที่เขากวาดมองไปที่คนพวกนั้น มันกลับดูน่ากลัวมากกว่าฉันซะอีก แต่นั่นก็เพื่อปกป้องฉันกับคาซามะ เพราะงั้นฉันจึงยอมนั่งลงแต่โดยดี
"ขอบคุณนะ ฮิราโนะ"
คำขอบคุณของคาซามะที่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง ทำให้ฉันได้แต่ยิ้มแทนคำปลอบใจให้เขาเท่านั้น ทว่าในขณะนั้นเอง บางอย่างที่เห็นผ่านสายตาแวบๆ ทางด้านหลังของบริกรกำลังนำอาหารไปเสิร์ฟ ทำให้ฉันเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัว จนเรย์กับคาซามะเงยหน้าขึ้นมามอง
"เอ๋!"
'เจ้ากระต่าย!'
"ซึกิ เลิกสนใจได้แล้วน่า กินข้าวเถอะ"
ฉันมองเรย์ที่เงยหน้าขึ้นมาพูดกับฉัน ด้วยคิดว่าฉันยังอารมณ์เสียเพราะพวกชอบนินทาอยู่แบบงงงง ก่อนจะตอบกลับไป "เอ่อ นั่นสิ! กินข้าวกันดีกว่าเนอะ"
แต่พอกำลังจะตักอาหารคำแรกเข้าปากอยู่นั้น สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นเจ้าคนแปลกหน้านั่นกำลังวิ่งผ่านหลังของเรย์และกำลังตรงไปที่ประตู และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากของเจ้า เจ้ากระต่ายจาก Onederland นั่น นอกเหนือจากนาฬิกาพกที่ถือเอาไว้ในมือเหมือนทุกที
'ครีมงั้นเหรอ? หรือว่า!'
หัวใจที่อยู่ๆ ก็เต้นระทึกขึ้นมา ทำให้ฉันอดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนเก้าอี้ด้านหลังเกิดเสียงดัง ท่ามกลางสายของเรย์และคาซามะรวมไปถึงสายตาของอีกหลายๆ คู่ที่มองมาทางฉันอย่างประหลาดใจ
"เรย์! คาซามะ! เดี๋ยวฉันมา พวกนายกินไปก่อนนะ" พอพูดจบ ฉันก็รีบวิ่งตามเจ้าคนแปลกหน้านั่นออกไปทางประตูทันที โดยปล่อยให้เรย์อ้าปากค้างคำถามเอาไว้แบบนั้นอย่างงงงง
'คราวนี้แหละ ฉันต้องจับนายให้ได้ เจ้ากระต่ายจาก Wonderland'
***
