มายาวิปลาส
บทที่ 4 ปรารถนากลางใจ
ว่ากันว่าความทรงจำที่ฝังแน่นของคนเราจะเกิดขึ้นได้สองแบบ
หนึ่ง คือการพบเจอที่น่าประทับใจ เรื่องเหล่านั้นจะตราตรึง ติดแน่นในความรู้สึก อิ่มเอมใจทุกครั้งยามนึกถึง แต่ไม่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมดั้งเดิม
สอง คือเรื่องราวแสนเลวร้ายที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนจิตใจคล้ายถูกเฆี่ยนตีตลอดเวลา สุดท้ายความเจ็บปวดจะทิ้งรอยแผล เปลี่ยนพฤติกรรมเดิมที่มีให้บิดเบี้ยว ฝักรากจนกลายเป็นตัวตนขึ้นมา
***
บาดแผลที่ต้นคอของเลออนไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด ถึงคมเขี้ยวจะฝังลึกแต่ก็ไม่ได้กัดถูกเส้นเลือดใหญ่ ตรรกะในหัวเริ่มประมวลผล หากเซเวียร์คุ้มคลั่งจริง แผลนี้คงสาหัสและคร่าชีวิตได้ แต่นี่...?
หลังห้ามเลือดทำแผลให้เป็นที่เรียบร้อย บรรยากาศภายในห้องก็นิ่งงันคล้ายถูกกดทับด้วยความรู้สึกอึดอัดของผู้เป็นเจ้านาย
“ยังเจ็บอยู่รึเปล่า”
“ไม่ครับ” เลออนปฏิเสธ พลางคว้ามือเจ้านายคนโปรดที่กำลังจะยื่นมาแตะผ้าพันแผลที่ลำคอตนขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา
“ขอโทษ”
“ขอโทษทำไม คุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ครับ ผมเข้าใจว่าคุณชื่นชอบงานศิลปะ คงอยากเก็บของเล่นชิ้นนี้ไว้แบบสวย ๆ ซินะครับ” เนื้อเสียงนิ่งเรียบตอบปฏิเสธ ซ้ำแก้ตัวให้เสร็จสรรพ แต่สายตาที่มองกลับเคลือบความสงสัยเต็มเปี่ยม
ทั้งที่คืนนี้ควรมีคนเป็นศพแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม ไม่เข้าใจทำไม่ ‘ฆ่า’ ซ้ำยังเก็บไว้ที่เดิม ไม่โยนลงคุกใต้ดินอีกทำไม...?
คำถามชวนฉงนวนเวียนในหัวซ้ำไปซ้ำมา แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย ดูเหมือนไม่ติดใจในการกระทำของเจ้านายคนโปรด กระทั่งร่างสูงผละลุกจากเตียง ท่าทางสงบนิ่งของเลออนจึงหลุดกรอบออกมานิดหน่อย
“นายพักเถอะ”
“จะไป_แล้วเหรอครับ...” เนื้อเสียงแผ่วเบาเว้นจังหวะเหมือนชั่งใจก่อนว่าต่อ “goodnight kiss ได้มั้ยครับ”
เอเลนสบตาเจ้าของประโยค เมื่ออยู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายร้องขอ ทั้งที่ปกติชอบให้ตนเป็นคนออกคำสั่งมากกว่า
“goodnight” เอเลนชั่งใจชั่วครู่ ก่อนโน้มกายลง ยื่นมือเชยคนตรงหน้า ประทับจูบตามที่ร้องขอ ทว่ามันไม่ใช่ริมฝีปาก แต่เป็นกลางหน้าผากทั้งที่ไม่เคยทำ
บัตเลอของคฤหาสน์มองการกระทำอ่อนหวานชวนใจสั่น ทั้งที่ความรู้สึกมันเย็นเยียบ เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตานิ่งงันมองเงาร่างสูงที่ทอดยาวบนพื้น ลมหายใจนิ่งสงบตรงข้ามกับความคิดในหัว
เลออนเฝ้ามองเจ้านายคนโปรดมาแต่ยังเล็ก รู้ทุกสิ่งเห็นทุกอย่างที่เอิร์ลคนก่อนกระทำต่อบุตรชายตนเอง ทั้งเฆี่ยนตี ย่ำยีร่างกายอย่างวิปริตป่าเถื่อน ซ้ำขังไว้ในห้องมืดด้วยเชื่อว่านั่นไม่ใช่สายเลือดที่มาจากตัวเอง แต่เป็นลูกที่เกิดจากการลักลอบเล่นชู้กับชายชั้นต่ำของภรรยา
ดังนั้นหลังเลดี้มารีแอนถูกจับได้ ก็ไม่มีใครได้เห็นเธออีกเลย และโทสะทั้งหมดก็ถูกสาดไปที่เอเลน
เลออนรู้ทั้งรู้แต่จงใจเฝ้ามอง ช่วยได้แต่ไม่ช่วย ซ้ำยังแสร้งป้อนคำปลอบประโลมแสดงตนเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวเพื่อสร้างความเชื่อใจ ก่อนค่อยๆ สั่งสอนเปลี่ยนเด็กชายตัวน้อยไร้เดียงสาที่หวาดกลัวทุกสิ่งให้กลายเป็นปีศาจร้ายแสนงดงาม
“ไปนะ”
“อ่า...ปีศาจไถ่บาปไม่ได้หรอกนะครับ” เนื้อเสียงเรียบนิ่งแผ่วเบาทว่าชัดเจนเอ่ยตามหลัง ขณะที่สายตาเคลื่อนมองเจ้านายคนโปรดไม่กะพริบ
‘..!!’ อีกครั้งที่เอเลนถูกคนเจ็บรั้งตัวด้วยคำพูด ทว่าคราวนี้การเคลื่อนไหวกลับหยุดนิ่งเหมือนร่างกายถูกดึงด้วยเงามืดที่มองไม่เห็น สายตาเรียบนิ่งเปลี่ยนเป็นคมกริบ เมื่อทรงจำในอดีตมันผุดเตือนขึ้นมาในหัว
“แล้วใครว่าฉันอยากไถ่อยากบาปกันล่ะ” ทันทีที่ประโยคถูกส่งออกจากปาก จิตใจของคนปกติที่คล้ายเกิดขึ้นชั่วขณะก็ถูกโยนทิ้งกลบฝังลงก้นเหว ด้วยตระหนักอีกครั้งถึงความจริงที่ว่า ‘ลูกที่เกิดจากปีศาจ ถูกเลี้ยงดูโดยปีศาจ จะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจาก_ปีศาจอีกตน’
แกร็ก
เสียงประตูปิดดังตามหลัง เมื่อเจ้าบ้านเดินออกไปจากห้อง เหลือเพียงเลออนท่ามกลางความเงียบและแสงไฟสลัว สายตาวิปลาสยังคงจับจ้องที่เดิม เพิ่มเติมคือยิ้มร้ายชวนขนลุก
“แบบนี้ซิครับถึงจะเป็นเอเลน เจ้านายคนโปรดของกระผม”
.
..
ฝีเท้าหนักเป็นจังหวะดังก้องไปตามทางเดิน จุดหมายคือห้องของเซเวียร์ สถานที่ก่อความคลุ้มคลั่งก่อนหน้า เอเลนหยุดยืนหน้าประตู สายตาจ้องนิ่งราวกับกำลังมองผ่านทะลุบานไม้เนื้อหนา ในหัวกำลังจินตนาการถึงกลิ่นคาวเลือดและสารพัดวิธีที่อยากจะจัดการกับของสัตว์เลี้ยงด้านใน สาบานว่าความคิดเป็นแบบนั้น ทั้งตอนนี้และก่อนหน้า ตั้งแต่เห็นคนเลออนถูกทำร้าย ทว่าวินาทีสุดท้ายเขากลับไม่ลงมือ_ทำไม?
เอเลนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่ความลังเล ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด ทุกครั้งที่ลงมือ ไม่ว่าใครไหนล้วนเฉียบขาดชนิดไม่มีพลาด แต่ความรู้สึกบางอย่างที่แทรกตัวอยู่กลางอก บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ แต่ที่มีพลังมากพอจนสามารถหยุดปีศาจอย่างเขาได้
ฝ่ามือหนายกแตะลงกลางหน้าอก กระทั่งตอนนี้แค่นึกว่าอยากจะฆ่าทิ้ง ก้อนเนื้อในอกก็เต้นรัว สั่นไหวเหมือนกำลังต่อต้านเสียอย่างนั้น
อึดใจต่อมาบานไม้ตรงหน้าถูกเปิด นัยน์ตาเรียวรีกวาดมองความเศษซากความเละเทะ และคราบเลือดที่ยังคงทิ้งรอยเปรอะบนพื้นห้อง ในขณะที่คนก่อเรื่องนั่งกอดเข่า ซุกหน้าเข้าวงแขนอยู่มุมห้องตรงข้างเตียง กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าและจังหวะการเคลื่อนไหว ผนวกกับกลิ่นอายคุ้นจมูกใกล้เข้ามาในระยะประชิดจึงเงยหน้าขึ้นมอง
“เอเลน” เนื้อเสียงแผ่วเบาร้องหา ราวสัตว์เลี้ยงที่ได้กลิ่นเจ้าของ
เอเลนย่อกายลงนั่งชันเข่า สายตาเรียบนิ่งจ้องมองใบหน้างดงามหมดจด ที่ก่อนนี้บ้าคลั่งราวกับหลุดจากการควบคุมอย่างวิเคราะห์
ยิ่งเข้าใกล้ความรู้สึกกลางอกยิ่งปะทุ ก่อนหน้าคือห้ามฆ่าทั้งที่อยากลั่นไกใส่สมองสัตว์เลี้ยงที่ไม่เชื่องใจแทบขาด แต่ตอนนี้กลับโหยหา ปรารถนาอีกฝ่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
‘...!!?’
ความคิดยังไม่ทันตกตะกอน อยู่ ๆ ตัวปัญหาตรงหน้าก็ดันโผเข้าหา คว้าคอดึงตัวเขาเข้าไปประทับจูบ วินาทีนั้นสัมผัสของเซเวียร์บนริมฝีปากราวน้ำมันที่ราดลงกองไฟ ความรู้สึกในใจปะทุรุนแรง จนเอเลนเผลอแทรกเรียวลิ้นจูบตอบแบบไม่ลังเล
ลิ้นร้อนตอบรับสัมผัส กายบางแนบชิด สองมือโอบกอดคล้องรอบคอเอิร์ลแห่งตระกูลมอร์เรล
หากมองผิวเผินสิ่งที่เกิดคงเป็นความปรารถนาที่ตรงกัน ทว่าในใจฝ่ายหนึ่งหรือบางทีอาจทั้งสองกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น...
‘อ่า...ดาร์เรล ข้าสัมผัสกลิ่นอายของเจ้าได้จากชายผู้นี้ สิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่’
จากนั้นไฟเสน่หาก็เริ่มต้นขึ้น สองร่างแนบชิดบดเบียน ลิ้นแลกลิ้น สัมผัสแลกสัมผัส กายแนบชิดหลอมรวมจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
...
ตามตำนานเล่าขานเนิ่นนานมาแล้ว มีความเชื่อหนึ่งถูกส่งต่อ ว่ากันว่ามัจฉาสมุทรเป็นสิ่งมีชีวิตแสนวิเศษ น้ำตาหนึ่งหยดสามารถรักษาบาดแผล เยียวยาโรคร้ายให้หายขาด ส่วนเลือดเนื้อ เชื่อกันว่าทำให้คนที่กินเข้าไปเป็นอมตะ
ไม่มีใครรู้ว่าเป็นจริงแค่ไหน ทว่าหนึ่งความลับของเรื่องราวเกี่ยวกับผลกระทบที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็คือ หากมัจฉาตนนั้นยังไม่ตาย จิตสำนึกของมันจะเข้าครอบงำผู้ที่ช่วงชิงเนื้อหนังร่างกายทีละน้อย กลืนกินจิตใจจนกระทั่งสูญเสียจิตสำนึก กลายเป็นสิ่งที่ภักดีต่อเงือกตนนั้นไปในที่สุด
***
